Find the best flights deal
 
  23 กันยายน 2561 16:12 Search
amthaipaper แอมไทยฉบับที่ 127 ออกแล้ว!..ISSUE 0127 (๋July-Aug18) is out now !!.. contact@amthai.co.uk    

News & Analysis : เกมแตกหัก! ทักษิณ ท้าชน องคมนตรี

โดย อภิรักษ์ หาญพิชิตวณิชย์

ให้ตายสิ ... วันส่งต้นฉบับเป็นโค้งสุดท้ายก่อนเข้าทางตรงทุกที ... คราวที่แล้วเขียนเรื่องเกมสื่อของรัฐบาล และคุณทักษิณ แล้วจบตรงที่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ... แต่กำหนดการอภิปรายนั้นกลับเปลี่ยนแปลงวันทำให้เร็วขึ้น ... จึงคลาดเคลื่อนเรื่องวันนิดหน่อย ... แต่ก็อย่างที่ทราบไม่มีอะไรผิดเพี้ยนไปจากการคาดการณ์มากนัก คือ ไม่มีผลทางการเมืองที่ชัดเจน ... ไม่มีการปรับครม. ไม่มีการเปลี่ยนแปลง และไม่มีใครลาออก

 

 

จากโฟนอินไร้ราคา ... เป็นเปิดหน้าท้าชน !

มาที่การเมืองเดือนเมษากันดีกว่า ... คราวก่อนผมดูแคลนคุณทักษิณว่าการใช้เกมสร้างราคา จากสื่อจากภายนอกประเทศนั้น ไม่สามารถสั่นคลอนความนิ่งของรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ได้มากนัก ซึ่งนอกจากผมแล้ว สื่ออื่นๆ อีกหลายฉบับ ซึ่งรวมไปถึงรัฐบาล ดูเหมือนว่าไม่ให้ราคากับคุณทักษิณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังที่เปลี่ยนวิธีการปลุกใจต่อเหล่าสาวกจากการโฟนอินซึ่งเป็นของศักดิ์สิทธิ์ไปเป็นโฟนอินแบบของโหลตามงานวัด ...

 

แต่มาวันนี้คุณทักษิณกลับมีพัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงจากจุดตั้งต้นในงานวัด หรือตามภูธรที่ดูด้อยค่ากลายเป็นเกมรุกรบแบบหนักหน่วงอย่างที่หลายคนคาดไม่ถึง จากโฟนอินไร้ราคา กลายเป็นวีดีโอลิงก์ซึ่งชัดทั้งภาพเคลื่อนไหว คมทั้งน้ำเสียง แถมยังโต้ตอบกันได้ด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้เปลี่ยนแปลงจากที่คุณทักษิณเป็นเพียงแม่เหล็กของการชุมนุม ... กลายเป็นผู้นำฝูงชนที่ทรงพลานุภาพ และทันสมัยที่สุดด้วย ... เพราะแม้ตัวอยู่ไกล แต่ก็มีมนต์สะกดจนผูกใจเสื้อแดงได้อย่างไม่เสื่อมคลาย

 

 

แค่ล้มรัฐบาล ..ยังไม่พอ!

แรกๆมองกันว่าคุณทักษิณต้องการเปิดเวทีเจรจากับรัฐบาล ซึ่งก็น่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะการที่คุณทักษิณสามารถเรียกคนได้มากมหาศาลนั้น เป็นการกดดันรัฐบาลโดยตรง จนรัฐบาลทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน เพราะถ้ารัฐบาลไม่ทำอะไรเลย ฝ่ายเสื้อเหลืองก็คงจะต้องถามว่าทำไม่ถึงปล่อยปละละเลยกับกลุ่มเสื้อแดง แต่ถ้าจะทำรุนแรงกับกลุ่มผู้ชุมนุมมากเกินไปก็กลายเป็นรัฐบาลมีสองมาตรฐาน ทำให้ไฟอาจจะจุดติดแรงเกินไปจนยากที่จะเยียวยา แล้วยิ่งที่ผ่านมาคดีพันธมิตร ที่ทำเนียบและสนามบินก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้าแม้แต่น้อย รัฐบาลจึงทำได้แต่ถอยกับถอย ถอยจนรัฐบาลต้องเสนอว่าพร้อมเจรจากับคุณทักษิณ แต่ท้ายที่สุดคุณทักษิณกลับปฏิเสธแบบเป็นต่อว่าเขาไม่ต้องการ พร้อมกันนี้อดีตนายกฯทักษิณเริ่มเปลี่ยนคู่ชกจากรัฐบาลอภิสิทธิ์ในรุ่นไลท์ฟลายเวท ไปเป็นเฮฟวีเวทอย่างสถาบันองคมนตรีแทน

 

อำมาตยาธิปไตย ?

คุณทักษิณ และ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงเลิกด่าเลิกวิจารณ์รัฐบาลประชาธิปัตย์ แล้วขยับเป้าหมายไปเป็นสิ่งที่เขาเรียกว่า ปฏิวัติประชาชน ล้มอำมาตยาธิปไตยโดย เริ่มต้นจากการแฉว่ามีกลุ่มคน ที่ต้องการล้มเขาซึ่งทำทุกอย่างเป็นขบวนการ ซึ่งการคุยกันที่เซฟเฮาส์ ในซอยสุขุมวิทวันนั้นจบลงด้วยการรัฐประหาร 19 กันยายน

 

ทักษิณเริ่มต้นเปิดชื่อแรก จากพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และ อดีตนายกรัฐมนตรี , คุณ ปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา เป็นผู้จัดสถานที่วางแผน จากนั้นนี้ก็มีบิ้กเนมอีกหลายคนถูกเปิดเผยชื่อว่าเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะจากบิ๊กๆจากฝ่ายตุลาการ เช่นนายจรัญ ภักดีธนากุล , นาย อักขราทร จุฬารัตน์ ,นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ ซึ่งทุกๆชื่อที่ปรากฏสร้างความสั่นสะเทือนเป็นอย่างยิ่ง และท้ายที่สุดชื่อที่วัดที่ทำให้อุณหภูมิร้อนมากขึ้นที่สุด คือ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และ รัฐบุรุษ ซึ่งคุณทักษิณพูดอย่างเต็มปากเต็มคำว่า พลเอกเปรม คือ ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ

 

 

เล่นเกมเร็วและแรง ?

คุณทักษิณ เร่งเกมเปิดหน้าท้าต่อย ด้วยเชื่อว่าการปล่อยให้เกมยืดเยื้อไปนานวัน ก็ไม่มีประตูไหน เลยที่จะทำให้คุณทักษิณได้เปรียบมากขึ้น ที่สำคัญยิ่งนานวันทั้งสรรพกำลัง และ ส..ในกลุ่มก๊วนที่เคยรักกัน เริ่มที่จะปันใจไปเป็นพรรครัฐบาลมากขึ้น นอกจากนี้การขยับเกมให้ใหญ่ขึ้น โดยพุ่งเป้าไปที่การล้มอมาตยาธิปไตย ทำให้เขาได้มวลชนเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อย ซึ่งต้องยอมรับว่ากลุ่มผู้ชุมนุมวันนี้ ไม่ได้มีแค่คนรักทักษิณที่ขนกันมาจากต่างจังหวัดเท่านั้นแล้ว เพราะล่าสุด กลุ่มคนทั้งที่รัก และไม่รักคุณทักษิณ แต่มองว่ารูปแบบการเมืองไทยหลังรัฐประหารไม่เป็นประชาธิปไตยก็เสริมทัพทยอยเข้าร่วมการชุมนุมมากขึ้นโดยท้ายสุดคุณทักษิณย้ำอย่างชัดเจนว่า คือ ต้องการให้ยุบสภา โดยให้เลือกตั้งใหม่ตามรัฐธรรมนูญ 2540 และ คืนสิทธิให้นักการเมืองที่ถูกสิทธิ์ ส่วนการล้มล้างอำมาตยาธิปไตยที่หยิบมาเป็นประเด็นใหญ่ในตอนหลังนั้น ผมเชื่อว่าเป็นเพียงแนวทางเพื่อสร้างกระแสการมีส่วนร่วม และ หวังผลให้การเปลี่ยนแปลงหลังจากเขาเริ่มกลับมาและคุมเกมในประเทศได้

 

นองเลือด ... หรือไม่?

ไม่มีใครตอบได้ว่าสถานการณ์หลังวันที่ 8 เมษา ที่กลุ่มเสื้อเหลืองสั่งระดมพลให้ได้กว่าสามแสนคนจะเป็นอย่างไร แต่คงไม่มีใครอยากให้สถานการณ์ลุกลามบานปลายไปถึงขั้นแตกหัก ... แม้ว่าทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศต้องอยู่ในภาระรับผิดชอบของรัฐบาลโดยตรง แต่คงไม่ง่ายนักสำหรับรัฐบาลเป็ดง่อยอย่างประชาธิปัตย์ เพราะ การหลีกหนี หรือการไม่ปะทะใดๆ แล้วซื้อเวลาด้วยคำว่าปฏิรูปการเมืองที่หลายคนเชื่อว่าไม่ได้มีเจตนา ไม่สามารถแก้ปัญหาใดๆ ได้ และล่าสุดแม้ว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์จะยอมลดตัวลงมาขอให้มีการเจรจา แต่ทว่าคุณทักษิณกลับไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย

 

รัฐบาลควรทำอย่างไร? ... หลายคนถามคำถามนี้ ... ซึ่งอาจจะฟังดูไม่เป็นธรรมสักเท่าไหร่ที่ในระยะหลังมีนักวิชาการเรียกร้องให้รัฐบาลประชาธิปัตย์ที่บริหารประเทศมาไม่กี่เดือนเตรียมยุบสภา ... เพราะถ้าดูเฉพาะผลงานของรัฐบาลยังไม่มีอะไรที่เป็นความผิด หรือดูจากวิธีการจัดการกับม๊อบก็ยังไม่มีบาดแผลเสียหายหรือ เกิดความไม่ชอบธรรมกับรัฐบาล ... แต่ถ้าดูบริบทความขัดแย้งที่เกิดขึ้นช่วงนี้ บรรยากาศก็ใกล้เคียงกับที่กลุ่มพันธมิตรสร้างเงื่อนไขจนรัฐบาลสมชายไม่สามารถบริหารประเทศต่อไปได้

 

ซึ่งหากรัฐบาลยุบสภา ความขัดแย้งจะหมดหรือไม่ ? ... ก็ยังไม่หมดอยู่ดี ... เพราะถ้าหากมีการเลือกตั้งตั้งใหม่แล้ว ประชาธิปัตย์ชนะ ก็ต้องถูกกล่าวหาว่ามีอำนาจนอกระบบ อำนาจทหารหนุนหลัง เสื้อแดงหรือ แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการก็ออกมาอีก ... แล้วถ้าพลังประชาชนชนะหล่ะ ก็ต้องถูกกล่าวหาว่าเข้ามาด้วยอำนาจเงินอีก เสื้อเหลืองหรือกลุ่มพันมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็ไม่ยอมแน่ๆ

 

 

 

ทางออก !

วันก่อนผมจัดรายการ หันหน้าเข้าหากันซึ่งออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย โดยมีแขกรับเชิญ คือ คุณจาตุรนต์ ฉายแสง ซึ่งเป็นสมาชิกบ้านเลขที่ 111 และ อดีตกรรมการพรรคไทยรักไทย และ รศ.วุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในหัวข้อ ทางออกประเทศไทยหลายประเด็นทั้งสองท่านมีมุมมองต่างกัน ... เช่น ฝ่ายหนึ่งบอกว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยตอนนี้เกิดขึ้นจากการไม่ยอมรับกฎหมาย แต่อีกฝ่ายบอกว่าปัญหาคือกฎหมายมีการเลือกปฏิบัติ และ ผู้ใช้กฎหมายสืบทอดจาก คมช.ซึ่งไม่เป็นประชาธิปไตย

 

แต่ประเด็นที่เห็นตรงกัน คือ ความแตกต่างทางความคิดของผู้คนในสังคมไทยนั้น ปรากฏเป็นความขัดแย้งและแตกแยกมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด และเป็นพัฒนาการของประชาธิปไตย ... แต่ว่ามันไม่มีกลไกที่ป้องกันไม่ให้ความแตกต่างกลายเป็นความแตกแยก

 

ฉะนั้นประเทศไทยต้องสร้างกลไกใหม่ ซึ่งอาจจะเรียกว่าปฏิรูปการเมือง โดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าต้องขยายผลไปถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยจะต้องเกิดอยู่บนพื้นฐานที่ทุกคนมีส่วนร่วม เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง และนำเอาความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกันออกไปให้มากที่สุด ...

 

ว่าแต่ว่าจะทันไหม .... กระแสปฏิวัติโดยทหารที่ไม่ได้กุมอำนาจ หึ่งมาแต่ไกล

The best flights deals all in one place Find the deal for you at 3 Mobile

 amthai   Columnists  |  Contents  |  Feedback  |  Memberships  |  About Us  |  Contact Us

Search