Find the best flights deal
 
  19 พฤศจิกายน 2561 20:43 Search
amthaipaper แอมไทยฉบับที่ 129 ออกแล้ว!..ISSUE 0129 (๋Sep-Oct18) is out now !!.. contact@amthai.co.uk    

News & Analysis : amthai economics special part 1

โดย จิรัฎฐ์ สิริเฉลิมพงศ์

 

 

 

amthai economics special part 1 (Jan 09 issue)

แฮมเบอร์เกอร์รสแซบ - ที่มาของ Global Credit Crunch! 
 

คำเตือน : คอลัมน์นี้อาจจะไม่เหมาะกับผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน เพราะมีเจตนาให้เหมาะกับผู้อ่านในวงกว้าง และไม่ควรอ่านเกินวันละ 2 ครั้ง 
 

คุณเชื่อเรื่องเวรกรรมมั้ยครับ

เปล่าครับ ผมไม่ได้เขียนคอลัมน์ ‘สู่นิพพาน’ หรอกครับ ถึงให้เขียนก็คงไม่ไหว เพราะตัวผมเองห่างวัดพอสมควร จะไปเวียนเทียนซักทีก็เคอะเขิน แต่ที่ผมถามเพราะอยากจะเรียนว่า เรื่องเวรกรรมเนี่ย ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะครับ  
 

ย้อนหลังไปเมื่อปี 2540 (น้องๆที่เพิ่งเรียนจบอย่าเพิ่งคิดว่า ‘เอาอีกแล้ว คนแก่ขี้บ่นมาอีกแล้ว’ เพราะพี่ยังหนุ่มทั้งตัวและหัวใจครับ) ปีนั้นเป็นปีที่อาหารไทยประกาศศักดาให้ชาวโลกได้รู้ถึงรสชาติอันแสบลิ้น แต่จะแสบขนาดไหน ช่วงนั้นก็ยังมีไอ้ฝรั่งหัวทอง ที่ลิ้นหนาเข้ามาชิมรสต้มยำกุ้งของเราอย่างอิ่มหนำ มันชื่อ LEHMAN BROTHERS มันแอบเข้ามาตอนที่ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF (International Monetary Fund) ที่เราไปกู้เงินมานั้น บังคับให้เราต้องเปิดประมูลสินทรัพย์ โดยผ่านทาง ปรส. (องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน) โดยมันประมูลไปในราคาแค่ประมาณครึ่งหนึ่งของยอดหนี้คงค้างของสินทรัพย์เหล่านั้น (โดยอีกด้านหนึ่ง LEHMAN BROTHERS ก็ทำหน้าที่เป็นทีมที่ปรึกษาของ ปรส. เองด้วย ดังนั้นเรื่องความโปร่งใสของการทำงาน และครามใสโปร่งของการเห็นข้อมูลเป็นคำถามใหญ่ที่ค้างคามาข้ามทศวรรษ แม้ LEHMAN BROTHERS จะพยายามอธิบายหลักการทำงาน แบบ Chinese Wall ก็ยังไม่สามารถทำให้คิ้วที่ขมวดด้วยความสงสัยคลายลงได้) แต่ไม่นานนักหลังจากนั้น ปรส. ของเราก็ไปประมูลกลับมาในราคาที่ทำกำไรให้กับ LEHMAN BROTHERS มหาศาล เอาสั้นๆเท่านี้นะครับ (อยากทราบรายละเอียด เหตุผลและที่มาที่ไป ต้องไปหาอ่านเรื่องวิกฤตต้มยำกุ้งเอาครับ) ผ่านมา 11 ปี ไอ้หัวทองตัวนั้น มันลงนรกไปแล้วครับ เพราะอะไรทราบมั้ยครับ เพราะสินทรัพย์ที่มีปัญหา คล้ายๆกับที่มันมาปล้นเราไปนั่นแหละครับ คราวนี้มันเกิดขึ้นที่ประเทศมันนั่นแล แต่หนนี้มันเจ๊งครับ สาธุ บอกแล้วว่าไม่เชื่ออย่าลบหลู่ แต่อย่าครับ…อย่าเพิ่งสะใจ มันเป็นเชื้อชั่วไม่ยอมตายง่ายๆครับ ตอนมันโดนดูดลงนรกไปเนี่ยมันยังมีฤทธิ์แอบเอามือมาดึงขาใครต่อใครให้ตามไปกับมันด้วย เรามาค่อยๆดูซิว่ามันทำความเดือดร้อนอะไร กับใครบ้าง แล้วประเทศไทยหละจะได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง

Subprime และ CDO แฮมเบอร์เกอร์เมนูเด็ด 

คำว่า subprime เริ่มคุ้นหูคนไทยมาตั้งแต่เมื่อช่วงกลางปีที่แล้วนี่เอง subprime หรือ ซับไพร์ม ใช้เรียกสินเชื่อที่มีคุณภาพไม่ดีนัก หรือ พวกเกรดต่ำ เช่น subprime mortgage เป็นสินเชื่อเกรดต่ำที่ใช้ที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกัน subprime credit cards ก็เป็นบัตรเครดิตที่ออกให้กับผู้ใช้บัตรที่มีประวัติเก่าไม่สู้ดีนัก เช่น ประวัติขาดชำระเงิน หรือ ล้มละลาย ส่วนสิ่งที่สถาบันการเงินที่ยอมปล่อยสินเชื่อให้กลุ่มลูกค้าเหล่านี้จะได้เป็นการตอบแทนคืออัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าปกติ ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติของหลัก high risk – high return

ผู้ที่จะเป็นลูกหนี้ในกลุ่มนี้ก็คือ พวกที่สถาบันการเงินธรรมดาไม่ยอมปล่อยเงินกู้ให้โดยตรง อาจจะเป็นเพราะสัดส่วนรายได้กับหนี้สินค่อนข้างต่ำทำให้ขอกู้ไม่ได้ หรือมีความเสี่ยงอื่นๆในระดับสูง ซึ่งสถาบันการเงินที่ให้กู้กลุ่ม subprime เองก็มักจะเป็นบริษัทลูกของสถาบันการเงินหลักๆนั่นเอง เช่น BNC Mortgage เป็นบริษัทลูกของ LEHMAN BROTHERS (แต่เป็นลูกทรพีที่ฆ่าแม่) แต่จะมีกฏเกณฑ์ที่ผ่อนปรนมากกว่า โดยสิ่งที่ตอบแทนความเสี่ยงก็คือการคิดอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า ในด้านการปล่อยสินเชื่อ ทางสถาบันการเงินก็มักจะปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ขอกู้ที่ใช้อสังหาริมทรัพย์มาค้ำประกัน เพราะมองว่ายังไงคนเราหากหนี้สินล้นพ้นตัว น่าจะเลือกทิ้งบ้านเป็นตัวเลือกสุดท้าย (ตัวเลือกแรกๆน่าจะเลือกทิ้ง เมีย (ฮา)) ความสนุกสนานมันเกิดขึ้นเมื่อราคาอสังหาริมทรัพย์ในอเมริกาอยู่ในช่วงขาขึ้น การปล่อยกู้ก็ปล่อยกันเพลิน และก็แข่งขันกันแย่งลูกค้าโดยเสนอวงเงินให้สูงกว่า เช่น ประเมินมูลค่าสินทรัพย์ไว้ที่ 1 ล้านบาท และให้กู้เต็มจำนวนที่ 1 ล้านบาท พอผ่อนไปซักพักเหลือยอดหนี้สัก 8 แสน อยู่ๆทางสถาบันการเงินอาจจะมาประเมินใหม่ว่าสินทรัพย์มีมูลค่าสูงขึ้นเป็น 1.5 ล้านเพราะในช่วงนั้นราคาอสังหาริมทรัพย์ยังบูมอยู่และก็เสนอวงเงินกู้เพิ่มให้ ชาวอเมริกันก็เปรมสิครับ ชอบเลยเพราะธรรมชาติของคนอเมริกันเพลิดเพลินกับการเอาเงินในอนาคตมาใช้อยู่แล้ว (เค้าเล่าให้ฟังครับ ผมเองก็ยังไม่เคยเกิดเป็นอเมริกันเองซักที) ในช่วงเศรษฐกิจยังดีก็ยังไม่มีปัญหาให้ปวดขมอง แต่เมื่อเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวลง ส่งผลกระทบให้การจ่ายชำระหนี้เริ่มมีปัญหา และต่อมาก็ส่งผลมาสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ราคาเริ่มตกลง พวกบริษัทที่ปล่อยกู้ที่เคยรู้สึกสบายใจกับหลักทรัพย์ที่ค้ำประกันอยู่จึงเริ่มเหงื่อตกเพราะหลักทรัพย์ค้ำประกันมีมูลค่าลดลง การตั้งสำรองต่างๆต้องตั้งสูงขึ้น สภาพคล่องก็เริ่มจะไม่คล่องเหมือนชื่อซะแล้ว

คุณอาจจะเริ่มสงสัยว่าที่อ่านมามันยังไม่เห็นมีชื่อ พวก LEHMAN BROTHERS , AIG หรือ ชื่อธนาคารขนาดใหญ่เข้าไปเกี่ยวข้องเท่าไหร่เลยนี่นา ยังครับเรื่องมันไม่ได้จบแค่นั้น เพราะปรากฏว่ามันมีของเล่นอีกตัวชื่อ CDO (Collateralized Debt Obligation) เป็นการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ ซึ่งพวกบริษัทที่ปล่อยกู้ subprime พวกนี้ได้ออกตราสารมาขาย เป็นตราสารที่มีหนี้ subprime เหล่านั้นเป็นหลักประกัน แล้วเอาเงินไปปล่อยกู้เพิ่มอีก ตรงนี้นี่เองที่เจ้าพวก LEHMAN BROTHERS หรือ AIG และสถาบันการเงินใหญ่ๆชื่อคุ้นหูเราเข้ามาซื้อเพราะถือเป็นตราสารที่มีการจัดอันดับเครติตเหมือนตราสารหนี้ทั่วไป โดยในปี 2006 ขนาดตลาดของ CDO ทั่วโลกว่ากันว่าสูงถึง 1,100,000 ล้าน US$ (ผมไม่ได้พิมพ์ผิดนะครับ หนึ่งจุดหนึ่งล้านล้าน US$ – REUTERS; Oct 1st, 2007) เริ่มจะเห็นภาพความพังทลายที่ต่อเนื่องหรือยังครับ เพราะมันคือ subprime ของ subprime อะไรเทือกนั้นนั่นเอง จากเดิมที่เป็นตลาดของผู้เล่นระดับรอง มันเข้ามาสู่ผู้เล่นตัวหลักๆผ่านทางเจ้า CDO นี่เอง และเมื่อหลักทรัพย์ที่เป็นอสังหาริมทรัพย์เริ่มด้อยค่าลง เศรษฐกิจฝืด เริ่มมีการผิดชำระหนี้ ทำให้หนี้ subprime เริ่มมีปัญหา ซึ่งก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้เจ้า CDO ถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือลงไปเรื่อยๆเช่นกัน ผลคือ มูลค่าสินทรัพย์หายไปโดยตั้งเนื้อตั้งตัวกันไม่ทันเลยครับ

To be continue in Part 2 next Feb09 issue

ขอขอบคุณ วารสาร เภตรา

สมาคมนิสิตเก่าคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย www.shicu.com

 

 

 

 

 

amthai economis special Part 1

The best flights deals all in one place Find the deal for you at 3 Mobile

 amthai   Columnists  |  Contents  |  Feedback  |  Memberships  |  About Us  |  Contact Us

Search