Find the best flights deal
 
  23 กันยายน 2561 16:11 Search
amthaipaper แอมไทยฉบับที่ 127 ออกแล้ว!..ISSUE 0127 (๋July-Aug18) is out now !!.. contact@amthai.co.uk    

Exclusive Interview : Interview with CHUMPOL SILAPA-ARCHA: Minister of Tourism and Sports

โดย Interview by Ramida Vijitphan, Sittikorn Meesukul

amthaiExclusive Interview

Interview with CHUMPOL SILAPA-ARCHA: Minister of Tourism and Sports

สัมภาษณ์  นายชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

Amthaipaper ฉบับตุลาคมนี้ได้รับเกียรติเป็นอย่างสูงจาก ฯพณฯ ชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ที่กำกับดูแล ททท. โดยตรง คุณสิทธิกร มีสุขกุล ผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์แอมไทย กับ คุณรมิดา วิจิตรพันธ์ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์แอมไทย ได้เข้าไปเยือนที่ทำการใหญ่พรรคชาติไทยพัฒนา ให้สัมภาษณ์แบบส่วนตัวเป็นครั้งแรกกับสื่อไทยในประเทศอังกฤษ

Amthai: ททท.กรุงลอนดอน เชิญสื่อมวลชนไทยและผู้บริหารร้านอาหารไทยมาที่งานที่ World Trade ในโปรแกรมเห็นมีท่านมาเปิดงานด้วย ที่ Amazing Thailand Festival วันที่ 25-27 กันยายน ที่มีเชฟกระทะเหล็ก

ชุมพล ศิลปอาชา: ไม่ได้ไปให้คนอื่นไปแทน

Amthai: ทราบมาว่า ท่านไปประเทศรัสเซีย  ได้ไปโปรโมทอะไรบ้าง

ชุมพล ศิลปอาชา: ไปดูงาน เป็นงานชุมนุมท่องเที่ยวอันดับที่ 3 ของโลก  อันดับที่ 1 คือ ICT ที่เบอร์ลิน อันดับที่ 2 WTM ที่อังกฤษ  อันดับที่ 3 ก็ MATIW - Leisure ที่รัสเซีย  จะเป็นการพบปะกันระหว่างผู้ประกอบการท่องเที่ยวทั่วโลก ก็ได้ผลดีคนไทยเราก็ไปกันเยอะ  ผู้ประกอบการไทยก็ไป เราก็ไปติดต่อแลกเปลี่ยนธุรกิจซึ่งกันและกัน  เราก็มีการออกบู๊ทออกร้านใหญ่โตพอสมควร ตอนนี้ก็เหลือแต่ WTM

Amthai: ปีนี้มีโครงการอะไรสำคัญหรือปล่าวในการโปรโมททางด้านยุโรปเป็นพิเศษ

ชุมพล ศิลปอาชา: ตอนนี้มีรายการย่อย ๆ ที่เคียฟ ยูเครน อิตาลี ที่ใหญ่ ๆ ก็มีแค่ 3 อันนี้

Amthai: งาน Amazing Tastes of Thailand ครั้งนื้เป็นครั้งแรกที่นำสื่อไทยและผู้บริหารร้านไทยจากทั่วโลกโดยเทียบเชิญจากททท.ทั่วโลกนำเข้ามาในประเทศไทย

ชุมพล ศิลปอาชา: เป็นส่วนหนึ่งที่เขาจัดกิจกรรมที่สร้างขึ้นมาเพื่อจะโปรโมทการท่องเที่ยวให้คนต่างชาติได้เข้ามา

Amthai: อันนี้จะเน้นคนไทยในต่างประเทศหรือไม่

ชุมพล ศิลปอาชา: มันก็ต้องทำเพื่อกระตุ้นคนไทยให้เที่ยวไทยด้วย  ให้เงินมันหมุนเวียนในประเทศในภาวะที่คนต่างชาติที่ตอนนี้มันมีปัญหาเราไปปิดสนามบิน  เลิกซัมมิทเข้ามันก็มีปัญหาเลยต้องโปรโมทท่องเที่ยวในประเทศไทย  แทนที่จะอยู่เฉย ๆ ให้คนไทยเราเคลื่อนไหวหมุนเวียนกัน  ผู้ประกอบการจะได้มีสถานภาพที่ดีขึ้นหน่อย

Amthai: เห็นปีนี้เป็นปีแรกที่ททท.ในประเทศอังกฤษจะเน้นการท่องเที่ยวไปที่กลุ่มคนไทยเพื่อให้คนไทยโฆษณาหรือว่าชักชวนเพื่อนกลับไปเที่ยวที่เมืองไทย หรือ โครงการFriends 2 Thailand ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรถ้าเทียบกับการประชาสัมพันธ์โดยตรง

ชุมพล ศิลปอาชา: ตามรูปการณ์มันก็น่าจะดี  แต่ว่าตอนนี้ยังไม่ได้วัดผลว่าเป็นยังไงได้ผลแค่ไหน ว่าใช้วิธีการ Friends 2 Thailand แล้วจะได้ผลแค่ไหน

Amthai: ทำที่อังกฤษอย่างเดียวหรือว่าทำในยุโรปด้วย

ชุมพล ศิลปอาชา: แล้วแต่ผู้บริหารของแต่ละชาติ

Amthai: สถานที่จะกระตุ้นดึงความเชื่อมั่นให้คืนกลับมาแก่นักท่องเที่ยว

ชุมพล ศิลปอาชา: ความเชื่อมั่นไม่ค่อยมีปัญหาอะไร  เพราะไปทำกันมาเยอะแยะ  นายกฯก็ไป  ผมก็ไปเพื่อไปตอบคำถามว่าเรา Back to normal อย่างไร  เราก็มีตัวชี้วัดให้เขาว่า Back to normal โดยตัวชี้วัด 11 ตัว  ที่สะท้อนให้เห็นว่าเรา Back to normal ที่แท้จริงคือ

  1. มีการประชุมรัฐมนตรี Asian Finance Minister Summit ที่ภูเก็ต 
  2. เรามี Asian Education Minister Summit ที่ภูเก็ต เรียบร้อย 
  3. และเราก็มี Asian Economics Minister Summit ก็เรียบร้อย
  4. และเราก็มีประชุม Asian Parliamentary Conference ก็เรียบร้อย
  5. และเรามีแข่งกีฬา Martial Arts 40 ประเทศมาแข่งที่เมืองไทยก็เรียบร้อย 
  6. ทีมฟุตบอล Liverpool มาแข่งที่เมืองไทยก็เรียบร้อยดี
  7. และนักมวยชื่อด้ง แมนนี่ ปาเกียว ก็มาเยี่ยมนายกฯ
  8. น้องนก นพวรรณ เลิศชีวกานต์ก็ชนะเทนนิสเยาวชนหญิงเดี่ยวและหญิงคู่ วิมเบิลดัน
  9. นายกบาห์เรน ก็มาเมืองไทย 
  10. นักเทนนิสชื่อดังก็มาร่วมแข่งเทนนิส ATP Thailand Open
  11. และเราก็มี International Event มากมาย

Amthai: อันนี้แสดงให้เห็นว่ากลับสู่สภาพปกติ

ชุมพล ศิลปอาชา: มันมี indicators แสดงให้เห็นว่า Back to normal และในเดือนตุลาคมนี้ก็จะมี Summit รอบที่ 2 เวลานี้สถานการณ์ต่าง ๆ ไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย การปิดสนามบิน และปัญหาเสื้อเหลืองเสื้อแดงก็จบลงแล้ว  เราไปพูดให้เขาฟังเขาก็เชื่อ  ไม่เชื่อได้ไงเพราะมีหลักฐานให้ดู ฮิลลารี่ คลินตันก็มา ออกทีวีไทย  เราไม่ต้องไปโฆษณา  มันโปรโมทให้เราเอง

Amthai: เกี่ยวกับปัญหาในททท. ค่อนข้างเป็นสูญญากาศ ตอนนี้เกิดอะไรขึ้น

ชุมพล ศิลปอาชา: ไม่มีสูญญากาศ  ตอนนี้มีปัญหาเรื่องประธานบอร์ด (คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยื่นใบลาออก)  เดี๋ยวประชุมแล้วจะให้สัมภาษณ์  เรื่องการแต่งตั้งประธานบอร์ดและการสรรหาผู้ว่าฯ

ข้อมูลคร่าว ๆ  คืออย่างนี้  ผมเพิ่งกลับมาจากรัสเซีย  แกลาออกวันที่ 21 กันยายนเหตุผลที่ลาออกไม่ได้เกี่ยวข้องอะไร  ประเด็นที่หนึ่งก็คือ  คุณวีรศักดิ์ปรารภมานานแล้ว ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่า  1.แกคงอยู่ไม่ครบสองปี  2. แกบอกว่ารายได้ของแกที่จะมาจุนเจือเลี้ยงครอบครัวตอนนี้ไม่มี  ได้แต่เบี้ยประชุมบอร์ดเดือนละครั้งซึ่งไม่พอ  คือมีปัญหาทางเศรษฐกิจครอบครัว  3. แกก็ไปแสวงหาตำแหน่งที่พอจะมีเงินเดือนพอสมควรที่จะเลี้ยงครอบครัวได้ ก็ธรรมดาแค่เบี้ยประชุม 8,000 บาทอยู่ไม่ไหว  แกก็ไปหาท่านสุรเกียรติ เสถียรไทยให้หางานให้ ก็ไปสมัคร สุดท้ายก็ได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งผอ. ITD แต่กว่าจะมีเงินก็ตั้งหลายเดือนนะ  เดินเรื่องมาตั้งหลายเดือนแล้ว สุดท้ายมันก็โอเค  แกต้องทำงานภายในวันที่ 1 ตุลาคม  เมื่อเขาได้ตำแหน่งแล้วก็ต้องขอเวลาเตรียมตัวไปรับตำแหน่ง  ทีนี้บังเอิญจดหมายที่ลาออกมีปัญหาเรื่องลูกเต้า  ประการที่4 ก็คือวาระแกจะหมดในวันที่ 13 ธันวาคม  อีกไม่ถึง 2 เดือนก็หมดวาระ  นี่เป็นเหตุผลทั้งหมดที่แกลาออก

Amthai: ท่านประธานบอร์ดเคยให้สัมภาษณ์ว่า  ท่านตั้งใจจะควบตำแหน่งทั้ง 2 ตำแหน่ง

ชุมพล ศิลปอาชา: ควบไม่ได้หรอก งานไม่พอ  ประธานบอร์ดต้องทุ่มเทให้การท่องเที่ยวหน่อยสิ  ยิ่งตอนนี้วิกฤตท่องเที่ยวกำลังแย่ ๆ ประธานฯก็ต้องลงเต็มที่ ผู้ว่าฯก็ต้องลงเต็มที่

Amthai: จำเป็นไหมว่าประธานบอร์ดต้องมาจากพรรคชาติไทย

ชุมพล ศิลปอาชา: ไม่จำเป็น ประเด็นที่หนึ่งกรณีคุณวีรศักดิ์ลาออกนั่นไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  ประเด็นที่สองการสรรหาผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  กฏหมายเดิมตำแหน่งประธานเขายกระดับเป็นของรัฐมนตรี  รัฐมนตรีเป็นประธานโดยตำแหน่งมาตลอด  และเรื่องนี้ทุกประเทศเกือบเหมือนกันหมด อาจารย์เพิ่งไปรัสเซีย  อุซเบกิสถานมาเขาก็เป็นประธานอยู่ในครม. 

รัฐมนตรีเป็นประธานบอร์ดททท.โดยอัตโนมัติ ตามกฏหมาย แต่ของเราไปแก้เอาสมัยสนช.ปฏิรูปปฏิวัติอะไรคราวที่แล้วเนี่ยก็ไปแก้  ไม่ให้รัฐมนตรีไป  จะผลักดันยังไงก็ลำบาก หนักใจมาก ทำอะไรก็ลำบาก แต่ว่าให้อำนาจเป็นผู้แต่งตั้งประธานบอร์ดได้ องค์ประกอบของกรรมการททท.มีปลัดกระทรวงถึง 5 คนด้วยกัน  ดังนั้นคนที่จะมานั่งเป็นประธานบอร์ดอย่างน้อยต้องระดับปลัดกระทรวงขึ้นไป  เพราะกรรมการ 5 คนเป็นปลัดกระทรวง  แล้วอีกคนเป็นแค่อธิบดี รองอธิบดี หรือโนเนมมาเด็ก ๆ อายุ 40 เป็นไม่ได้  ต้องอย่างน้อยปลัดกระทรวงหรืออดีตปลัดกระทรวงขึ้นไป  ถึงจะมาดูแลอย่างนี้ได้อย่างสมศักดิ์ศรี  ประการที่สามต่อไปก็คือว่า คุณสมบัติจะเป็นอย่างไร  ในกฏหมายไม่ได้กำหนดเอาไว้  ถ้าไม่ติดคุกติดตะราง  ไม่สังกัดพรรคการเมืองก็ไม่ผิดกติกา  ธรรมดาของรัฐวิสาหกิจทั่วไป  ต้องมีคุณสมบัติตามพรบ.มาตรฐานของรัฐวิสาหกิจ  แต่ไม่ได้กำหนดอายุ  ก็เป็นอำนาจเต็มที่ของรัฐมนตรี  แต่รัฐมนตรีไม่ใช่ตั้งสุ่มสี่สุ่มห้า เพราะถ้าตั้งสุ่มสี่สุ่มห้า มาตรารัฐมนตรีก็พังยับเยิน  ตั้งคุณวีรศักดิ์ไปก็ใช้ได้  ในอนาคตก็จะพยายามตั้งทำนองวีรศักดิ์นี่แหละเข้าไปให้  แต่ก็ต้องขอเวลาดูให้เต็มที่เสียก่อน

Amthai: ไม่จำเป็นต้องเป็นคนของพรรค  เพื่อการทำงานง่ายขึ้น

ชุมพล ศิลปอาชา: ไม่จำเป็น  คนในพรรคก็ร่อยหรอไปเต็มที  ไม่มีคนจะมาเป็น ผมจะพยายามคัดเลือกคนที่ดีที่สุด แต่ว่าอย่างน้อยประสบการณ์ต้องระดับปลัดกระทรวงขึ้นไป

Amthai: ใช้เวลานานเท่าไหร่

ชุมพล ศิลปอาชา: ไม่นาน  นานไม่ได้เรื่องนี้  แต่ว่าเพิ่งกลับมาก็ต้องขอตั้งหลักสักนิดหนึ่ง  แล้วจะให้สัมภาษณ์เพื่อจะบอกทิศทางว่าผมมีทิศทางยังไงในการที่จะแต่งตั้งประธานบอร์ด  ภายในเดือนตุลานี้รู้เรื่องหมด  ไม่ถึงสิ้นเดือนตุลาด้วย

Amthai: ท่านมีชื่อในใจหรือไม่

ยังไม่มี  ตอนนี้มีอยู่ 2-3 คนแต่ว่ากำลังทาบทามเขาอยู่  ไม่รู้เขาจะเอาหรือปล่าว เพราะว่าเบี้ยประชุมได้น้อย  งบททท.ไม่มาก  ปีละแค่ 4,000 ล้านเท่านั้นเอง กระทรวงศีกษาตั้ง 20,000 ล้าน  ทั้งโลกนี่แค่ 4,000 ล้านและเป็นค่าบุคคลากรเสีย 40% รวมในนี้หมด  2,000 กว่าล้านนี่ค่าบุคลากร  ไหนเบี้ยไปจ้างพนักงาน  ค่ารถ ค่าพาหนะ  ค่าอะไรก็หมดไปแล้ว  การท่องเที่ยวยืนอยู่ได้ก็เพราะว่าไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากมาย  บางครั้งมันซื้อที่ตัวมันเองเป็นธรรมชาติ  ความเป็นศูนย์กลางของซีกโลกนี้  ไทยแลนด์คือศูนย์กลางของซีกโลกนี้ทั้งหมดทางภูมิศาสตร์  ได้เปรียบตรงนี้  อะไร ๆ มันมาเองโดยธรรมชาติถ้าไม่มีวิกฤตเรื่องการเมือง  ซึ่งก็จบแล้ว  แก้ได้

 

Amthai: ท่านปล่อยให้ททท.บริหารโดยอิสระ

ชุมพล ศิลปอาชา: นี่ละเป็นอิสระ  ไม่ได้ไปยุ่ง  เขาทำของเขาเองหมด อาจารย์มีหน้าที่แค่นี้เอง อย่างอื่นไม่ได้ไปเกี่ยวข้อง

Amthai: งบ 4,000 ล้านนี่ได้รับอนุมัติทุกปีหรือไม่

ชุมพล ศิลปอาชา: โดยเฉลี่ยทุกปี ประมาณนี้  ตัวเลขมันดูเหมือนจะน้อยถ้าเทียบกับกระทรวงอื่น  แต่เขาไม่ให้ รายได้จากการท่องเที่ยวห้าแสนห้าหมื่นล้านต่อปี  มีแต่ทำให้เขาแต่เราไม่เคยได้กินเค้ก 

Amthai: จริงหรือไม่ที่ว่าประชาธิปัตย์อยากได้กระทรวงการท่องเที่ยวมาคุมเอง

ชุมพล ศิลปอาชา: คงไม่ถึงขนาดนั้น  อย่าโยงไปไกล  ปัญหาที่เกิดขึ้นทุกปีในระบบราชการไทยคือมันต้องมีคนเกษียณอายุ  ททท.ก็มีคนเกษียณอายุ หนึ่งท่านรองสันติชัยรองต่างประเทศ  สองท่านภราเดช ซี 11 ที่ปรึกษาเกษียณอายุ สองคนเกษียณอายุไปมันก็มีตำแหน่งว่าง  เมื่อมีตำแหน่งว่างมันก็ต้องมีการแต่งตั้งโยกย้าย  ต้องมีคนมาแทน 2 ตำแหน่งนี้  เรื่องที่เกิดขึ้นเพราะไปยึดติดตัวบุคคล  ถ้าเอานาย ก. ไปก็โวยวาย  ถ้าเอานาย ข.ไปไม่โวยวาย  ก็แสดงว่ามีการยึดติดตัวบุคคล  มันมีหลักการและเหตุผลของมันในตัวว่า  ตำแหน่งทุกตำแหน่งมันต้องมี Job Description ของมันอยู่  ฉะนั้นเงื่อนไขการบรรจุว่าตำแหน่งนี้มีหน้าที่อะไร  ตำแหน่งที่ปรึกษา 11 เป็นตำแหน่งด้านแผนและนโยบายส่วนใหญ่  เป็นทั้งผู้หลักผู้ใหญ่คนที่มีประสบการณ์เข้าไปอยู่  จะต้องไปเป็นวิทยากรแทนททท.  ต้องเป็นผู้อาวุโสและรู้เรื่องภายในททท.ดีพอสมควร  การไปบรรยาย ไปประชุมคล้าย ๆ ว่าเป็นหน้าเป็นตาของททท. ดังนั้นคนที่จะมีคุณสมบัติลักษณะอย่างนี้  จะเป็นคนที่รู้เรื่องแผนและนโยบายทั้งหมดเลย  ต้องดูจากคน 7 คน ใครที่มีประสบการณ์และทำงานด้านแผนนโยบายมาบ้าง  สุดท้ายก็มีอยู่แค่ 2 คน  มีนาย ก. และนาย ข.  เอาประวัติมาดูทั้งหมดแล้วก็เห็นว่าเขาทำถูก  เพราะนาย ก. ตั้งแต่เข้าททท.มาอยู่กับแผนและนโยบายมาตลอดเกือบ 20 – 30 ปีพึ่งมาปี 49 เองที่มาอยู่ทางด้านสินค้าเท่านั้นเอง  แต่ว่าทั้งหมดตลอดมาเลื่อนตำแหน่งมาด้วยแผนและนโยบายทั้งสิ้น แต่ขณะเดียวกันนาย ข.พึ่งมาทำแผนและนโยบายได้ปีกว่าเอง  ถามว่าถ้าเราเป็นผู้ตัดสินดูสิใครจะเป็นผู้ได้รับตำแหน่งไปสวมตำแหน่งซี 11  ถ้าให้นาย ข.นาย ก.ก็จะโวยวายว่าเขาอยู่กับแผนและนโยบายมาตลอดชีวิตทำไมไม่เลือกเขา ถ้าเปรียบเทียบกับนาย ข. มันเห็นชัดเลยว่าใครเหมาะสมกับตำแหน่งที่ปรึกษา 11 ดังนั้นผมดูข้อมูลแล้วก็น่าจะถูกต้อง  เมื่อเอาขึ้นไปมันก็มีตำแหน่งว่าง  มันมีปัญหาในอดีตว่ารองฯต่าง ๆ ที่เป็นอยู่เวลานี้ เดิมเขาอยู่อีกที่หนึ่งแต่ถูกสับเปลี่ยนให้ไปอยู่อีกที่หนึ่ง  เที่ยวนี้ก็เลยแต่งตั้งรองฯเป็นสองจังหวะ  ถ้าตำแหน่งว่างไม่ควรตั้งตอนนี้  ควรให้ผู้ว่าคนใหม่เป็นคนดูแลนำเสนอรับผิดชอบ  เพราะเขาต้องทำงานกับรองฯ  จังหวะหนึ่งเอาคนที่มีตัวอยู่แล้วไป Put the right man in the right job เอาเขากลับไปที่เดิม  ยุ้ยเก่งด้านต่างประเทศ  สุรพลเก่งด้านประชาสัมพันธ์  รองใหม่เก่งทางสินค้า ก็เอากลับไปอยู่สินค้า ใช้หลัก put the right man in the right job จังหวะแรกก็จบ  ทีนี้ก็ยังมีตำแหน่งว่างที่ยังไม่ได้ตั้ง  รอผู้ว่าคนใหม่คือรองฯบริหาร  รองฯวางแผน ว่าง  ก็ให้สุรพลไปรักษาการชั่วคราว  อย่างมากก็เดือนเดียวก็จบ  ไม่ใช่ว่าเขาทำอยู่คนเดียว  คนในฝ่ายมีเยอะอย่าไปเหมาว่าเขาทำอยู่คนเดียว  ไม่ได้  ไม่มีเวลา  มันต้องทำงานเป็นทีม  ผลงานเป็นของฝ่ายของเขาทั้งหมด ไม่ใช่ของรองฯต่าง ๆ  เหมือนในโรงพักเวลาที่จับคนร้ายได้  ผู้การออกทีวี  เอาหน้าไว้ก่อน  ถามว่าทำไมรองใหม่ครองตั้ง 3 ตำแหน่ง  รองใหม่เมื่อย้ายมาอยู่ที่สินค้าตามที่เขาถนัดแล้ว  เขาก็ยังรักษาการบริหารอย่างเดิม  และรักษาการผู้ว่าด้วย  มันไม่ได้หมายความว่างานจะเพิ่ม  เป็นเพียงชั่วคราวแค่หนึ่งเดือนระหว่างการสรรหา  ถ้าเอาคนใหม่มารักษาการก็เท่ากับมานับหนึ่งกันใหม่  ดังนั้นเขาอยู่ของเขาอยู่แล้วก็ทำงานต่อไป  งานสินค้าเขาเคยดูแลอยู่แล้วก็เอาเขากลับมาที่เดิม  งานบริหารเขาก็ดูแลอยู่   และรักษาการผู้ว่าเขาก็ดูแลอยู่ปัจจุบันแล้ว  ถ้าเอาคนใหม่มาแทนมันไม่ดี  นี่เป็นคำอธิบายว่าทำไมใหม่ควบ 3 ตำแหน่งด้วยกัน  ตำแหน่งที่ว่างทั้งหมดรอให้ผู้ว่าคนใหม่เขาเป็นคนไปตั้ง  เขาเป็นคนใช้งานก็ให้เขาเป็นคนตั้ง 

ประเด็นถัดไปก็คือว่า  ทำไมต้องไปขอรองต่างประเทศอีกหนึ่งรองขึ้นมา  สืบเนื่องมาจากนายกฯอภิสิทธิ์ เชิญผมไป  บอกว่ามีรัฐมนตรีทำไมจะบูมช่วงปลายปีให้มันคึกคักให้มันมากหน่อย  ช่วง High Season ผมกับรักษาการผู้ว่าททท.ก็ตระเวนไปที่ต่าง ๆ  ผมก็ไปจีนเพื่อเซ็นสัญญากับสายการบินบ้าง  กับทัวร์บ้าง เป็นการประกันว่า  เวลานี้คุณเอาคนจีนมาประเทศไทย 30,000 คนเขาจะเพิ่มให้อีก 20,000 แล้วเราจะช่วยด้านประชาสัมพันธ์ให้เขา  โปรโมทแอร์ไลน์ให้เขาด้วย  และ Seat available ทุกเที่ยวบินมันจะมีที่ว่างกว่า 30% คุณเอา 30% นี่มาบริหารร่วมกัน  ผมก็เอาไปให้ทัวร์ราคาถูกหน่อย  ทัวร์ก็ชอบได้คนเข้ามา  สายการบินก็ได้คนเต็ม  เราก็ได้คนและเงินเข้าประเทศ ประเด็นเรื่องบริหารที่ว่างในเครื่องบิน 30% ก็เที่ยวไปจับมือเขาทั่วเลย  ตอนนี้จับกับ Air Asia และที่กวางเจา  และทำอย่างไรจะเอาคนเข้ามาได้มาก  สำนักงานททท.มีอยู่ทั่วโลก  24 สำนักงาน  ดังนั้นความที่ซีกยุโรป อเมริกา และเอเชีย ต่างกัน  พฤติกรรมการท่องเที่ยวคนละอย่าง  วัฒนธรรมก็ต่างกัน  เดิมผมอยากได้รองกิจการพิเศษเพื่อมาดูแลนโยบายของท่านนายกฯ  ตั้งเป้า 14 ล้านทั่วโลกภายในสิ้นปีนี้ต้องได้  ปีที่แล้วได้ 14.6 ล้าน  ปีนี้ต้องได้ 14 ล้านขึ้นไป  5 เดือนแรกจากมกรา – พฤษภา ได้ 5.6 ล้านกว่า ช่วงแรก 5 เดือนเป็นช่วงที่มีวิกฤตด้วยซ้ำ คูณสองไปธรรมดามันก็ 11 ล้านกว่า  คิดว่าช่วงนี้ไม่น่าจะมีอะไร อีก 2 เดือนสุดท้ายพฤศจิกาและธันวา  เดือนหนึ่งจะได้ประมาณล้านกว่า ก็ได้ประมาณ 13 ล้าน  ผมปั๊มอีก 7 แสนก็ออกมา 14 กว่าตามที่นายกฯต้องการ  เมื่อตั้งเป้าไว้อย่างนี้ให้ดูแลต่างประเทศคนเดียวไม่พอ  มันต้อง 2 คน  ช่วยกัน  คนหนึ่งมุ่งยุโรป อีกคนมุ่งเอเชียไป  ก็เลยขอรองฯ เพิ่มขึ้นมาอีก 1 ตำแหน่ง  เหมือนกระทรวงต่างประเทศที่แยกเป็นเอเชีย  แอฟริกา อะไรต่าง ๆ นี่คือเหตุผลที่ทำไมถึงต้องมีรองฯอีกคนหนึ่ง  แต่จะยังไม่ตั้งจนกว่าจะมีผู้ว่าคนใหม่  คนทำงานจำเป็นต้องใช้คน  ต้องให้สิทธิเขาตั้ง เพราะเดี๋ยวจะเข้าสูตร คนตั้งไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ตั้ง

มาประเด็นสุดท้ายคือผู้ว่า  ดูขั้นตอนแล้วผู้สมัครจะต้องมีการแสดงวิสัยทัศน์  สอบภาษาอังกฤษ   และกว่าจะพิจารณารอบหนึ่ง  รอบสอง รอบสาม  ก็คิดว่าช้าสุดไม่เกินสิ้นปีต้องได้

Amthai: ใช้รูปแบบเดียวกันกับการสรรหาผู้บริหารของการบินไทย  หรือการสรรหาผอ.อย่างอื่นหรือไม่

ชุมพล ศิลปอาชา: เป็นกฏหมายเดียวกันหมด  ใช้เหมือนกันหมด  อย่างช้าไม่เกินสิ้นปี อาจจะเร็วกว่านั้นก็ได้  อยู่ที่คณะกรรมการ ผมรอฟังผลอย่างเดียวเพราะเรื่องนี้รัฐมนตรีไม่มีอำนาจ

จบปัญหาทั้งหมด  เหตุการณ์ทั้งหมดมันไปติดยึดตัวบุคคล  ไม่แน่นะถ้าเกิดมีความเคลื่อนไหวอะไรอย่างนี้  อาจจะส่งผลกระทบต่อภาวะผู้นำของการไปสมัครเป็นผู้ว่าก็ได้  ถ้าเป็นผู้นำด้วยการเคลื่อนไหว  คุณก็ต้องอยู่กับพวกม็อบ  คนไม่รู้นึกว่าจะไม่มีผลกระทบ  พวกนี้ทำด้วยเจตนาดีละ แต่ดีไม่ดีพวกเขาอาจจะทำให้เป็นอุปสรรคต่อคนที่เขาเชียร์อยู่  ยืนอยู่บนม็อบ ดังนั้นเป็นผู้ว่าก็ต้องยืนอยู่บนม็อบสิ  ก็ขี่คอผู้ว่าฯ ตลอด  อาจารย์กล้าพูดอย่างนี้  ถ้าขึ้นมาด้วยม็อบสหภาพ  วันหลังสหภาพก็ขี่คอผู้ว่าฯ

Amthai: ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬา  ตอนนี้มีการเตรียมตัวอะไรกับโอลิมปิกที่กรุงลอนดอน

ชุมพล ศิลปอาชา: ตอนนี้เขาเอาแผน 8 ปี  เขาเตรียมการไปถึง 2016 เลย  สำหรับ 2012  เราหวังอยู่สี่ห้าอันก็มียกน้ำหนัก มวย เทนนิส ก็หวังอยู่ 4 -5 อันนี้  หวังมากก็เดือดร้อนค่าฝึกค่าซ้อม  ดูตามแผนก็ 8 พันล้านเข้าไปแล้วในช่วงที่จะไปโอลิมปิก 

Amthai: ตรงนี้ปล่อยให้คณะกรรมการโอลิมปิกของไทยจัดการเองหรือว่ากระทรวงทำ

ชุมพล ศิลปอาชา: ปกติก็ให้การกีฬาแห่งประเทศไทยเป็นคนดูแล 

Amthai: การสนับสนุนนักกีฬาไทยที่ไปเล่นอาชีพที่ต่างประเทศ

ชุมพล ศิลปอาชา: ก็ไม่รู้ว่าใครดังขนาดไหน  ก็ต้องอยู่ในฐานะที่พอสมควรก่อน   ความจริงการกีฬา สพป. สำนักงานพัฒนาการกีฬา  เขาก็เทรนกันมาตั้งแต่ระดับท้องถิ่นแล้ว  ทุกอย่างจะไประดับชาติก่อนไม่ได้ ต้องผ่านระดับท้องถิ่นก่อน ถึงไประดับชาติ ระดับสากล เขามีการเตรียมการของเขาอยู่แล้ว ค่าใช้จ่ายเขาก็มีอยู่ แข่งกีฬาระหว่างชาติผมก็เพิ่งไปเปิดมาที่ตรัง ดังนั้นการส่งเสริมสนับสนุนถ้ามันอยู่ในกรอบหรือในภารกิจที่เขาดูแลอยู่  เขาก็ทำไป ถ้านอกภารกิจพวกนักกีฬาอิสระก็อยู่ที่สมาคม  เขาเป็นสมาชิกสมาคมก็ดูแลอุดหนุน  พวกนี้เขาไม่สนใจการกีฬา  เพราะการกีฬามันอยู่ในกรอบกติกาของระบบราชการ  อัตราต่าง ๆ มันได้น้อย  ถ้าเป็นบริษัทเอกชนไม่มีกฏระเบียบราชการไปครอบงำ  จ่ายเท่าไหร่ก็ได้ 

Amthai: ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ผลงานที่ผ่านมาในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล  มีอะไรบ้าง

ชุมพล ศิลปอาชา: เราก็มีคุมอยู่ 2 กระทรวง  คือกระทรวงเกษตร  กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา  และก็ไปติ่งอยู่กระทรวงคมนาคม  เกษตรผลงานออกมาเยอะทีเดียว  ท่องเที่ยวก็ผลงานยังไม่ออก แต่ผลงานแก้วิกฤตมันออก  ผลงานของคนพรรคชาติไทยพัฒนาอยู่ในระดับที่น่าพอใจทุกคน  แม้ว่าหนังสือพิมพ์จะสำรวจว่ารัฐมนตรีเกื้อกูล  เป็นรัฐมนตรีที่โลกลืม  เห็นเงียบหงิมเขาก็ทำงานนะ โครงการท่าเรือก็ผ่านครม.เรียบร้อย

Amthai: อนาคตพรรคเป็นอย่างไร

ชุมพล ศิลปอาชา: อนาคตพรรคเราก็รักษาระดับการทรงตัวให้อยู่ในระดับที่ไม่หวือหวา  และไม่ตกต่ำนัก  ตัวเลขที่เราถนัดคงอยู่ในระหว่าง 30 - 40 – 50 ชื่อพรรคอาจจะดูเป็นเพิ่งตั้งใหม่ก็จริง  แต่จิตใจวิญญาณเราเหมือนยังอยู่ 35 ปีเท่าพรรคชาติไทยเราเดิม  วิญญาณพรรคชาติไทยยังสิงอยู่ในพรรคชาติไทยพัฒนา ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย  ทุกอย่างฝังอยู่ไม่มีเปลี่ยน  นโยบายต่าง ๆ ก็เหมือนเดิมหมด  เปลี่ยนแค่ชื่อ  วันหนึ่งผมเชื่อว่าชื่อพรรคชาติไทยจะต้องกลับมา  อะไรในโลกที่ไม่ถูกต้องมันต้องทำให้ถูกต้อง  อะไรที่ไม่เป็นธรรมมันต้องทำให้เป็นธรรม  คนหนึ่งที่เขาจะไปทุจริตเวลาไปรับเลือกตั้งเราไปรู้ได้ยังไง  ทำไมไม่ลงโทษคนนั้น  นี่เหมาทั้งคนทั้งพรรค  และแถมไปรื้อบ้านเขาทิ้งอีก  บ้านเป็นไม้เป็นตึกไปรื้อมันทำไม  มันทำอะไรผิด  คนในบ้านก็ไม่ใช่ว่าทุกคนด้วย  มีคน ๆ เดี่ยวเกเรที่ไปทำแล้วไปเหมากันทั้งบ้านเลย  เหมาก็ไม่เป็นไรแถมยังรื้อบ้านเขาทิ้งอีก  มันไม่ถูกต้อง  ไม่มีที่ไหนในโลกที่เขาทำกัน  นี่เป็นความไม่ถูกต้องในสังคม  ต้องแก้  อาจารย์ถึงมีความเชื่อว่า  ทำดีได้ดี  ถูกก็คือถูก  ผิดก็คือผิด ไม่เป็นธรรมก็คือไม่เป็นธรรม  อาจารย์ประกาศจุดยืนนี้มาตลอด  ไม่เคยกลัว 

Amthai: อีก 5 ปีหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนาจะเป็นท่านอดีตนายกบรรหารหรือไม่

ชุมพล ศิลปอาชา: อาจจะเป็นไปได้  ท่านฝ่ายบู๊  อาจารย์เป็นฝ่ายบุ๋น  ท่านเหมาะที่จะ ชูพรรคได้มากทีเดียว  ระหว่างนี้อาจารย์ต้องอาศัยฝ่ายบู๊ด้วย  เพราะฝ่ายบุ๋นอย่างเดียวทำอะไรไม่ได้  ฝ่ายบู๊ต้องเข้ามาช่วยดูแล  อภิสิทธิ์นี่เขาฝ่ายบุ๋นนะ  ไม่ใช่ฝ่ายบู๊  บู๊นี่คุณสุเทพ  คุณชวน หลีกภัย สมัยก่อนก็เป็นฝ่ายบุ๋น  เสธ.หนั่นก็เป็นฝ่ายบู๊ให้ 

Amthai: สุดท้าย รัฐธรรมนูญต้องแก้ไหม

ชุมพล ศิลปอาชา: แก้ (ยืนยัน)  จุดยืนพรรคชาติไทยพัฒนาเราประกาศมาตลอดว่า  วิกฤตของประเทศชาติเราทุกวันนี้   มันต้องแก้ที่วิกฤตการณ์ทางการเมืองก่อน  การแก้วิกฤตการณ์คือ  หนึ่งต้องเริ่มแก้รัฐธรรมนูญบางมาตราเสียก่อน  รัฐธรรมนูญบางมาตราที่ทำให้การพัฒนาประชาธิปไตยถอยหลัง  บางมาตราที่ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรม  หรือไม่ก็เพื่อเกิดการทำลายพรรคการเมืองต่อไปในอนาคต หรือมาตราที่ทำให้บรรดาผู้แทนต่าง ๆ ไม่สามารถไปทำงานได้  หรือบางมาตราที่ทำให้รัฐบาลไม่สามารถทำงานได้อย่างสะดวก  ดังนั้นจึงต้องแก้และลบมาตราเหล่านี้ไปให้หมดเสียก่อน  ถ้าลบหมดมันก็คงจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น  ปัญหารัฐบาลเวลานี้อยู่ที่มาตรา 190 ปัญหาของการพัฒนาการเมืองอยู่ที่เขตเลือกตั้ง ต้องเป็นเขตเดียวเบอร์เดียว  ปัญหาการทำลาย สส.อยู่ที่การไม่ให้ไปช่วยชาวบ้าน  ปัญหากกต.ขาดความยุติธรรม  มีดับเบิลสแตนดาร์ดอยู่ตลอดเวลา  ส่อไปในทางที่ไม่อยู่ตรงกลาง  บางคนควรจะได้แดงก็ไม่ได้  บางคนจะได้เหลืองก็ไม่ได้  บางคนไม่มีอะไรก็มี   โดยเฉพาะระบบผ่อนอำนาจไปสู่เขตแดนต่าง ๆ นี่คือปัญหาหลักใหญ่ต้องแก้  ดังนั้นไปแกกลไกเขามันลำบาก  ก็ไปแก้ตรงยอดมันซะเลย  ว่าเอาศาลเลือกตั้งขึ้นมาดูแลเสีย  กกต.จะวินิจฉัยยังไงก็ตามต้องไปผ่านศาลเลือกตั้ง  จบ เพราะระบบของไทยเราเคารพศาลมาก  ถ้าไม่ใช้ศาลแล้วคนไม่ค่อยเชื่อถือ  ดังนั้นต้องแก้รัฐธรรมนูญในมาตราที่จำเป็นในปัจจุบัน 

Amthai: ก็คือต้องแก้ก่อนยุบ

ชุมพล ศิลปอาชา: ไม่จำเป็นต้องยุบ  การแก้รัฐธรรมนูญไม่ได้หมายถึงต้องยุบสภา  การยุบสภามันเป็นเรื่องของการขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ คือต้องยกมีดมาคนละเล่ม  ระบอบประชาธิปไตยเขาให้มีดรัฐบาลไว้เล่มหนึ่งคืออำนาจยุบสภา  ให้มีดสภาไว่เล่มหนึ่งคือญัตติไม่ไว้วางใจ  สองคนมีมีดคนละเล่ม  ดังนั้นประเด็นการยุบสภาเป็นประเด็นของเรื่องระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติขัดแย้งกัน  หลัง ๆ มานี่การยุบสภาไปใช้ประโยชน์ในการชิงไวพริบ ได้เปรียบเสียเปรียบกัน  ถ้ารัฐบาลเห็นว่าสถานการณ์ของรัฐบาลตอนนี้  ประชาชนกำลังนิยมมาก เวลาก็มาพอสมควรแล้วก็ยุบสาเสียเพื่อที่จะเลือกตั้งและชนะขึ้นมาอีก  อย่างเช่นมาการ์เร็ต แท๊ตเชอร์ อังกฤษนี่ตัวดีเลยละ ชิงยุบสภาเพื่อที่จะทำกำไร ดังนั้นการยุบสภาไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ไม่เกี่ยวกัน

Amthai: เพราะว่าจะต้องเลือกตั้งใหม่  ไม่ใช่กฏหมายเดิม

 

ชุมพล ศิลปอาชา: ไม่ใช่  คือการแก้รัฐธรรมนูญแก้ได้  แก้ให้เสร็จเสีย  แต่ไม่ใช่ว่าแก้เสร็จแล้วยุบสภา  ถ้าเลือกตั้งโดยใช้รัฐธรรมนูญปี 50 ต้องแก้ไขเสียก่อน  แต่ไม่ใช่แก้ไขเสร็จแล้วไปยุบสภา  คนละประเด็นต้องแยกกันออกมา  แก้รัฐธรรมนูญก็แก้รัฐธรรมนูญ  ยุบสภาก็ยุบสภา  แก้ไปสำหรับอนาคต  ส่วนอนาคตที่จะมาถึงเมื่อไหร่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง  ประชาธิปไตยต้องเคารพเสียงส่วนใหญ่  เสียงส่วนใหญ่ว่าอย่างไรก็เอาอย่างนั้น ความเห็นส่วนตัวอาจารย์คือต้องแก้   

ท่านรัฐมนตรีชุมพลเดินทางมาอังกฤษอีกครั้งในปีนี้เพื่อร่วมงาน WTM ในเดือนพฤศจิกายน 
 

The best flights deals all in one place Find the deal for you at 3 Mobile

 amthai   Columnists  |  Contents  |  Feedback  |  Memberships  |  About Us  |  Contact Us

Search