Find the best flights deal
 
  24 กันยายน 2561 00:21 Search
amthaipaper แอมไทยฉบับที่ 127 ออกแล้ว!..ISSUE 0127 (๋July-Aug18) is out now !!.. contact@amthai.co.uk    

News & Analysis : มาร์คยันอยากทำทีวีหลังเลิกการเมือง

โดย คมชัดลึก

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในการเป็นประธานโครงการประชุมวิชาการวิชาชีพสื่อสารมวลชนระดับชาติ ในหัวข้อ "บทเรียนสื่อ อำนาจรัฐ อำนาจทุน อำนาจประชาชน" โดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สถาบันอิศรา สมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์พัทยา จ.ชลบุรี ซึ่งมีตัวแทนจากกองบรรณาธิการทั้งหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ และสื่อท้องถิ่นเข้าร่วมงานจำนวนมาก
 
 โดยนายกฯ กล่าวว่า ตนปรารถนาเห็นสื่อมวลชนทำงานได้อย่างมีอิสระ แต่จะไม่พูดเรื่องความเป็นกลาง เพราะไม่เชื่อว่าคนเราจะดำรงความเป็นกลางได้ เพราะทุกคนก็มีความคิดเห็น เพียงต่อขอให้มีความอิสระและรับผิดชอบ โดยรัฐบาลพร้อมอำนวยความสะดวกให้สื่อสามารถทำงานให้บรรลุเป้าหมายและจะสนับ สนุนส่งเสริมวิชาชีพ ทั้งในแง่ของการคุ้มครองและมาตรฐาน ไม่เพียงแต่จะให้เรื่องความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น แต่จะดูว่าจะสามารถจำกัดขอบเขตของอิทธิพล อำนาจรัฐ และอำนาจทุนได้มากน้อยแค่ไหน ทั้งนี้ ปัจจจุบันบ้านเมืองมีความขัดแย้งค่อนข้างสูง แต่ตนเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ต้องการให้มีความปรองดองสมานฉันท์เกิดขึ้น ซึ่งสื่อมีบทบาทสำคัญในการณรงค์ยุติความรุนแรง แต่มีประเด็นที่ต้องช่วยกันขบคิดว่าการที่จะช่วยกันสร้างความสงบเรียบร้อยใน บ้านเมืองดำรงไว้ซึ่งความคิดเป็นอิสระ ความพอดีอยู่ตรงไหน
 
 อย่าง ไรก็ตาม ในการร่วมประชุมนายอภิสิทธิ์ ได้ตั้งประเด็น 4 ประเด็น ให้ผู้เข้าร่วมประชุมซักถามและตอบปัญหาที่ต้องสงสัย 1.การเปิดโอกาสให้ประชาชน โดยเฉพาะสื่อมวลชนรับรู้ถึงข้อมูลข่าวสารที่แท้จริงโดยถูกต้อง 2.ตรวจสอบความเป็นไปได้ในการผลักดันในเรื่องของกฎหมายคุ้มครองวิชาชีพสื่อ 3.ในแง่การจัดสรรในด้านทรัพยากรสื่อ และ 4.ประเด็นเกี่ยวข้องกับบทบาทของสื่อที่เกี่ยวข้องกับการขัดแย้งภายในประเทศ
 
 โดย นายกฯได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการประชุมใหญ่วิชาชีพสื่อสารมวลชนระดับชาติ และกล่าวมอบนโยบายให้กับเจ้าหน้าที่ ไม่ให้จำกัดสิทธิเสรีภาพในการนำเสนอข่าวของสื่อสารมวลชน เพราะสื่อสามารถเป็นกระจกสะท้อนรัฐบาลได้ แต่การใช้สิทธิ์ตรงนี้ไม่ครอบคลุมในการนำเสนอโดยยั่วยุ หรือยุยงปลุกปั่น เช่น การชุมนุมทางการเมืองที่ ให้ใช้อาวุธต่อสู้ สื่อสารมวลชนจะวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้ ไม่มีปัญหา แต่การนำเสนอคำยั่วยุนั้น เห็นว่าไม่เหมาะสม ส่วนกฎหมายคุ้มครองสื่อยังยากจะเกิดขึ้นโดยเร็ว แต่จำเป็นต้องมีการเริ่มต้นโดยนำกฎหมายเข้าสู่สภา
 
 ทั้งนี้ ผู้ร่วมประชุมได้เสนอให้นายกฯ ดูแลในเรื่องการฟ้องหมิ่นประมาท ซึ่งนายกฯ กล่าวว่า ในฐานะที่ตนก็เคยถูกกล่าวหา และถูกฟ้องอยู่หลายคดีก็อยากเรียนว่า ถ้าเป็นการติชม วิจารณ์ การปฏิบัติงานก็ไม่น่ามีปัญหา แต่ก็ต้องดูว่าการวิจารณ์ ติชม นั้นเป็นไปโดยสุจริตหรือไม่ ดังนั้นต้องดูเป็นกรณีๆไป เพราะบางครั้งมีการกล่าวหากันตามใจชอบ ซึ่งไม่เป็นธรรมกับคนที่ถูกกล่าวหา
 
 "อย่างที่มีคนกล่าวหาว่าผม เป็นนักลวงโลก ไม่ได้อยู่ในรถที่กระทรวงมหาดไทย ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วมีคนจำนวนมากเห็นและรู้กันอยู่แก่ใจ ก็อยากถามว่า เรื่องนี้ผมได้รับความเป็นหรือไม่ มีคนยุว่าให้ผมฟ้อง แต่ผมไม่อยากฟ้อง เพราะไม่อยากให้มีปัญหาบานปลาย แต่ถ้าปล่อยให้คนโกหกออกมาพูด สื่อก็รายงาน และพอผมตอบโต้ก็บอกว่าตอบโตักันไปมาไม่จบ ตอนนี้ผมไปไหนมาไหนก็มีแต่คนถามว่าตกลงอยู่ในรถหรือเปล่า จนผมก็ชักสงสัยตัวเองเหมือนกัน ดังนั้นถ้าสังคมเป็นอย่างนี้ก็ลำบากในการที่จะรักษาความเป็นธรรมและการรักษา สิทธิ์ เรื่องนี้เห็นได้ชัดว่ามีคนพยายามทำร้ายผม แต่จะพยายามทำให้ผมเป็นจำเลย ทั้งๆที่มีคนเห็นว่าผมอยูในรถ ก็อยากจะถามว่าผมได้รับความเป็นธรรมจากคนที่ไม่มีความรับผิดชอบ สร้างความเท็จขึ้นมาทำให้คนเชื่อในความเท็จนั้น ดังนั้นก็ต้องดูด้วยว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจะทำอย่างไรได้ และที่ผ่านมาเวทีของคนที่จะชี้แจงข้อกล่าวหาในพื้นที่ของสื่ออาจจะไม่มาก เท่ากับคนที่กล่าวหา" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
 
 นอกจากนี้ผู้เข้าร่วม ประชุมสอบถามว่า ในช่วงเกิดเหตุความวุ่นวาย ทำไมมีแต่ข่าวของรัฐบาล แต่ที่แทบจะไม่มีรายยงานข่าวของกลุ่มเสื้อแดง นายกฯ กล่าวชี้แจงว่า ไม่ว่าตนจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านยังคิดและทำเหมือนเดิม คือสามารถแสดงออกได้ ซึ่งความจริงแล้ว 2-3 เดือนก่อนและหลังเหตุการณ์ความวุ่นวายก็มีการรายงานสดแทบทุกชั่วโมง เพียงแต่ช่วงที่มีเหตุการณ์ความวุ่นวาย เช่น ที่กระทรวงมหาดไทย ซึ่งตนประสบเหตุโดยตรงมีแกนนำบางคนได้ประกาศยั่วยุทำให้คนฮือเข้ามาทุบรถมาก ขึ้น เช่น มีการตะโกนว่ารถนายกฯชนผู้ชุมนุมตาย ตำรวจนายกฯยิงผู้ชุมนุมตาย สิ่งเหล่านี้ไม่เป็นความจริง แต่การกระทำเช่นนี้ทำให้คนโกรธแค้นมากขึ้น เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง ถ้าปล่อยให้มีการนำเสนออกไปความวุ่นวายต่างๆ ก็จะตามมา ซึ่งตนไม่คิดว่าจะมีรัฐบาลประชาธิปไตยที่ไหนปล่อยให้มีการทำเช่นนี้ ที่ผ่านมาเราจำกัดเพียงการห้ามนำเอาประเด็นที่จะยุยงให้เกิดความรุนแรงมานำ เสนอ ซึ่งถ้าไปถอดเทปคำปราศรัยแกนนำบางคนตั้งแต่วันที่ 8-13 เม.ย.นำมาเปรียบกับข้อเท็จจริง หากมีการนำเสนอออกไป ตนคิดว่าสถานการณ์ความวุ่นวายของบ้านเมืองคงจะไปไกลกว่านี้ ทั้งนี้ตนไม่มีปัญหากับผู่ชุมนุม เพราะส่วนใหญ่ชุมนุมตามความเชื่อทางการเมือง ซึ่งเขามีสิทธิที่จะทำได้ แต่จะไม่ยอมให้มีลักษณะของการยุยงทำให้เกิดปัญหากับบ้านเมืองเด็ดขาด
 
 นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ เปิดเผยอีกว่า หากต้องเลิกเล่นการเมือง ตนอยากผลิตรายการโทรทัศน์ในลักษณะวิเคราะห์ข่าวสาร โดยอ้างอิงหลักกฎหมาย แต่ไม่ใช่ในลักษณะคุยข่าว และใฝ่ฝันอยากเห็นรายการโทรทัศน์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นในสังคมไทยด้วย

 
 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับการประชุมดังกล่าว เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยรักษาความปลอดภัยโดยรอบอย่างเข้มงวด โดยมีตำรวจ 450 นาย คอยอารักขา ขณะที่เจ้าหน้าที่ได้ตั้งด่านตรวจตลอดเส้นทาง และบริเวณทางเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลังจากเคยเกิดเหตุกลุ่มคนเสื้อแดงบุกทุบรถยนต์ ของนายกรัฐมนตรี

The best flights deals all in one place Find the deal for you at 3 Mobile

 amthai   Columnists  |  Contents  |  Feedback  |  Memberships  |  About Us  |  Contact Us

Search