Find the best flights deal
 
  20 สิงหาคม 2560 09:53 Search
amthaipaper แอมไทยฉบับที่ 114 ออกแล้ว!..ISSUE 0114 (๋June-July 17) is out now !!.. contact@amthai.co.uk    

Politics : 'มาร์ค'แจงงบ54แก้เหลื่อมล้ำทางสังคม

โดย คมชัดลึก

26พ.ค.53: "อภิสิทธิ์" แจงสภาจัดงบ54 แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม “สุรพงษ์” โต้จัดงบเอาใจทหารไม่สนใจศก.รากหญ้า

ที่รัฐสภามีการประชุมสภา ผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 54 ในวาระแรกท่ามกลางเจ้าหน้าที่ตำรวจอารักขาบางตา โดยมีนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาฯทำหน้าที่ประธานที่ประชุม ซึ่งนายชัยแจ้งว่าจะมีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยจนจบรายการ จากนั้นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงหลักการและเหตุผลของการตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 ทันทีว่า รัฐบาลได้กำหนดให้เป็นงบประมาณขาดดุล โดยกำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่าย จำนวน2,070,000 ล้านบาท สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นๆจำนวน 2,039,653 ล้านบาทเพื่อชดใช้เงินคงคลังเป็นจำนวน 30,346 ล้านบาท ทั้งนี้ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวจัดทำขึ้นโดยมีจุดประสงค์สำคัญ 2 ประการ คือ เป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ให้มั่นคงยั่งยืน จากระยะเวลา 17 เดือนที่ผ่านมารัฐบาลได้พยายามทุกวิถีทางเพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจจากเดิมที่ลด ลงร้อยละ 7.1 ในไตรมาสแรกของปี 52 ให้กลับมาขยายตัวถึงร้อยละ 5.9 ในช่วงไตรมาสสุดท้าย เป็นเครื่องบ่งชี้ความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันยังเป็นสิ่งที่ยืนยันถึงความถูกต้อง เหมาะสมของแนวทางการดำเนินงานทางเศรษฐกิจในระยะเวลาที่ผ่านมาของรัฐบาลด้วย

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ประการที่สองเพื่อใช้กลไกของงบประมาณสำหรับวางรากฐานสำคัญของประเทศทั้งด้าน เศรษฐกิจ ความมั่นคง ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ที่เป็นปัญหาต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน ดังจะเห็นได้จากสถิติช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างรายได้ของกลุ่มประชากร ร้อยละ 20 ที่มีรายได้สูงสุดกับประชาการร้อยละ 20 ที่มีรายได้ต่ำสุด มีความห่างกันถึง 12.7 เท่าในปี 51 ซึ่งไม่แตกต่างไปจากข้อมูลสถิติในปี 29 ที่มีช่องว่างห่างกัน 12.8 เท่า ดังนั้นนโยบายและมาตรการต่างๆของรัฐบาลที่ได้ดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา จึงให้ความสำคัญอย่างมากกับการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของรายได้และสร้างความ เป็นธรรมในสังคมด้วยการเพิ่มโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิต เพิ่มรายได้และลดรายจ่ายให้ผู้มีรายได้น้อย ขยายโอกาสให้คนไทยได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมกันผ่านโครงการเรียนฟรี 15 ปี เพิ่มโอกาสให้ผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ และคนชรา ให้ได้รับเบี้ยยังชีพและสวัสดิการสังคมที่เป็นธรรม ยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ชนบทและประกอบอาชีพเกษตรผ่านโครงการ ประกันรายได้เกษตรกร และโครงการระบบชลประทานเพื่อพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเกษตรกรตามแผนปฏิบัติการไทย เข้มแข็ง 2555 เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างเสมอภาคภายใต้สังคมสมานฉันท์และเพียงพอ

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 53 ขยายตัวร้อยละ 12.0 เร่งตัวขึ้นจากที่ขยายตัวร้อยละ 5.9 ในไตรมาสที่ผ่านมา เป็นการฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาด มีปัจจัยหนุนสำคัญจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก การส่งออก และการท่องเที่ยวที่กลับมาขยายตัวในอัตราสูง สำหรับภาคการค้าต่างประเทศในไตรมาสแรกของปี 53 ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลโดยรวม 2,132.9 และ 5,252.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ การส่งออกมีการขยายตัวร้อยละ 32.0 จากระยะเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะราคาสินค้าเกษตรและสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีสูงที่ขยายตัวในเกณฑ์สูง ต่อเนื่อง ส่วนการนำเข้าขยายตัวร้อยละ 63. ตามการขยายตัวของการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบ

 นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ในระยะเวลาที่เหลือของปี 53 สถานการณ์ทางการเมืองช่วงที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของ นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และภาคการท่องเที่ยว แต่จากความเข้มแข็งจากฐานเศรษฐกิจประกอบกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกรวมทั้ง การเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายในโครงการลงทุนภายใต้แผนกระตุ้น เศรษฐกิจ การลดความเสี่ยงและรักษารายได้ของเกษตรกร จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยโดยรวมในปี 53 ขยายตัวประมาณร้อยละ 3.5-4.5 อัตราเงินเฟ้อประมาณร้อยละ 3.0-4.0 อย่างไรก็ตามปัจจัยที่ต้องระวังในระยะที่เหลือของปี 53 ก็คือความเสี่ยงจากสถานการณ์การเมือง ความเปราะบางของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แรงกดดันด้านเงินเฟ้อจากความผันผวนของราคาน้ำมัน การแข่งค่าของเงินบาทและอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มสูงขึ้น

 นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า สำหรับนโยบายการคลังในปีงบประมาณ 54 รัฐบาลได้ประมาณการว่าจะสามารถจัดเก็บรายได้สุทธิทั้งสิ้น 1,720,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.6 จากปีก่อน และเมื่อหักการจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คงเหลือเป็นรายได้สุทธิที่นำมาจัดสรรเป็นรายจ่ายของรัฐบาลจำนวน 1,650,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 15.9 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ จากปัจจุบันฐานะเงินคงคลัง ณ วันที่ 13 พ.ค.53 มีจำนวนทั้งสิ้น 188,664.2 ล้านบาท โดยรัฐบาลจะบริหารเงินคงคลังให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และบริหารรายรับรายจ่ายของรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปี 54 ได้จัดสรรงบประมาณเป็นรายจ่ายชดใช้เงินคงคลังจำนวน 30,346.1 ล้านบาท เพื่อชดใช้รายจ่ายที่ได้ใช้เงินคงคลังไปก่อนแล้ว ฐานะการเงินของประเทศจึงอยู่ในเกณฑ์มั่นคง ปริมาณเงินสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนเมษายน 53 มีจำนวน 146,693.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นกว่า 4 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้นซึ่งถือว่าอยู่ระดับสูง

 จากนั้นนายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ได้ขึ้นอภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณเป็นคนแรกของฝ่ายค้านว่า น่าเสียใจเพราะแทนที่รัฐบาลจะเดินหน้าเยียวยาผู้สูญเสียก่อนที่จะพิจารณางบ ประมาณ มาถึงวันนี้มีผู้เสียชีวิตไปเกือบ 100 ศพแต่ยังมีหน้าอ่านงบประมาณรายจ่ายหน้าตาเฉยไร้ความรู้สึก แทนที่จะใช้งบปี 53 ที่เก็บได้เกินเป้าไปช่วยเหลือคนเหล่านั้น น่าจะใจกว้างให้สิ่งที่ผ่านไปผ่านพ้นไปให้มันแล้วกันไป แล้วมาเดินหน้ากันใหม่ แต่ก็กลับกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ไม่รู้จักความเสียสละ เท่ากับรัฐบาลมีเงินเหลือจากงบไทยเข้มแข็ง 150,000 ล้านเหลือจากพ.ร.ก.กู้เงิน ยอดที่สองเหลืออีก 172,000 ล้านบาทเหลือจากการเก็บรายได้ที่คาดว่าจะเกินเป้า บวกเงินยึดทรัพย์ของทักษิณ 46,000 ล้านบาทและเงินที่เหลือจากส่วนต่างๆทำให้รัฐบาลมีเงินเหลือในปี 53 ถึงจำนวน 7.8 แสนล้านบาท

 นายสุรพงษ์ กล่าวอีกว่า หากเอาที่เหลือในปีงบประมาณ 53 จำนวน 7.8 แสน บวกงบลงทุนในปี 54 จะทำให้รัฐบาลมีเงินถึง 1.1 ล้านล้านบาทที่จะนำไปใช้อีลุ่ยฉุยแฉก พรรคร่วมรัฐบาลจึงอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข เพราะงบประมาณเยอะ และงบไทยเข้มแข็งจึงเกิดทุจริตเพราะไม่จำเป็นต้องเสนอรายละเอียดผ่านคณะ กรรมาธิการฯ นอกจากนี้กระทรวงกลาโหม ได้รับจัดสรรถึง 8.2% หากเทียบกับงบการท่องเที่ยว 0.8% กระทรวงเกษตรได้รับ 3.7% เท่านั้น และงบกระทรวงอุตสาหกรรมน้อยนิด ขณะที่กระทรวงแรงงานได้รับจัดสรรแค่ 1.4%จึงทำให้ประเทศไทยล้มเหลวดังเช่นทุกวันนี้ จัดงบในกระทรวงกลาโหมซื้ออาวุธ ไม่มุ่งเน้นเรื่องเศรษฐกิจ และแก้ปัญหาปากท้องประชาชน ส่งผลให้หนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ 31 ม.ค. 53 จำนวน 3.4 ล้านล้านบาท ทำให้คนไทยมีหนี้ต่อหัว 45,000 บาท

 ด้านนายอภิสิทธิ์ ชี้แจงว่า ต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นขอความกรุณาแยกแยะสิ่งที่รัฐบาลและเจ้าหน้าที่กำลัง ดำเนินการอยู่ ตนจำเป็นต้องย้ำว่ารัฐบาลไม่เคยกล่าวหาพี่น้องประชาชนที่มาชุมนุมโดยปราศจาก อาวุธว่าเป็นผู้ก่อการร้าย รัฐบาลเข้าใจสิทธิในการชุมของประชาชนที่มาชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย แต่ในการชุมนุมมีกลุ่มคนอาวุธและใช้อาวุธก่อการร้ายจึงต้องดำเนินการกับผู่ ก่อการร้าย ส่วนที่รัฐบาลเร่งรีบพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2554 เราตัดสินใจใช้ช่วงเวลานี้ เพราะจำเป็นต้องพิจารณาให้ทันกรอบเวลาที่มีอยู่ การเร่งพิจารณาจะทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติมีเวลาพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯได้ มากขึ้น

 นายกฯ กล่าวต่อไปว่า ส่วนที่มีการพูดว่ารัฐบาลไม่ช่วยเหลือประชาชนที่ประสบความเดือดร้อนจาก เหตุการณ์นั้น รัฐบาลไม่ได้ช้า รัฐบาลได้อนุมัติหลักการช่วยเหลือผู้ประกอบการโดยมีการอนุมัติหลักการและงบ ประมาณไว้เรียบร้อยแล้ว รวมถึงมีการจัดงบประมาณดูและพนักงานที่ถูกเลิกจ้างและลูกค้ารายย่อยที่ขาย สินค้าไม่ได้ ส่วนที่มีการกำหนดเคอร์ฟิวต่อนั้น รัฐบาลได้มีการลดเวลาเคอร์ฟิวลงตามลำดับ แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องคำนึงถึงความไม่ปลอดภัย ซึ่งอาจจะมีการเคลื่อนไหวของบางกลุ่มเพราะมีการพูดข่มขู่ว่าจะเคลื่อน ไหวอยู่ตลอด จึงต้องให้ความสำคัญกับการดูและเรื่องความปลอดภัย ให้กับประชาชนด้วย

 จากนั้นนายชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ในเรื่องวิกฤติที่เกิดจากการชุมนุมทางการเมืองรัฐบาลจะดำเนินการอย่างไร โดยเฉพาะเรื่องความเชื่อมั่นต่อการลงทุน เพราะรัฐบาลเป็นคนบอกเองว่าในประเทศไทยมีผู้ก่อการร้าย นอกจากนี้รัฐบาลต้องนำงบประมาณไปทุ่มเทกับวิกฤตประเทศ ต้องเยียวยาดูแลผู้ได้รับผลกระทบอีกเท่าไหร่ ซึ่งระบบภาษีอากรต้องได้รับผลกระทบแน่นอน จึงเชื่อว่ารัฐบาลไม่สามารถจัดเก็บรายได้ตามที่ตั้งเป้าไว้ นอกจากนี้หากดูภาพรวมของเม็ดเงินงบประมาณที่ลงไปนั้น ตนแปลกใจที่การจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลเป็นไปแบบเอื้อผลประโยชน์เพื่อพวก พ้อง นี่คือความล้มเหลวและผิดพลาดของรัฐบาล

The best flights deals all in one place Find the deal for you at 3 Mobile

 amthai   Columnists  |  Contents  |  Feedback  |  Memberships  |  About Us  |  Contact Us

Search