 |
เลือกตั้ง
50
งานเลี้ยงกร่อย
การเลือกตั้งหนนี้น่าจะเจือปนความอิหลักอิเหลื่อเอาไว้พอประมาณ
ในช่วงที่มีการลงประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
คงจะจำกันได้ว่า นักวิเคราะห์หลายคนชี้ว่า
ที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติมาได้ก็เพราะคนไทยจำนวนมากอยากเห็นประเทศกลับไปมีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง
ดังนั้นแม้จะเห็นว่าไม่เข้าท่าแค่ไหนก็รับกันไปก่อน
ดังจะเห็นว่าโพลสำรวจความเห็นของผู้คนในตอนนั้นแสดงว่า
มีคนจำนวนมากที่ไม่ใส่ใจเรื่องเนื้อหาของรธน.เลยก็ว่าได้
ที่ผู้คนอยากมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้น
ไม่ใช่เหตุผลเรื่องของการต่อต้านการรัฐประหารอย่างเดียว
แต่จำนวนไม่น้อยวาดฝันว่า
รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะทำอะไรได้สักอย่างกับเศรษฐกิจที่กำลังย่อบแย่บลงทุกขณะ
และถึงแม้ว่าจะทำอะไรไม่ได้
แต่อย่างน้อยที่สุดการที่เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็คงจะส่งสัญญาณให้ต่างชาติเห็นว่าประเทศไทยกำลังจะกลับสู่ครรลองปกติ
การทำธุรกิจกับโลกภายนอกคงจะฟื้นตัวบ้าง
ดังนั้นหากจะว่าไปแล้ว
การเลือกตั้งหนนี้น่าจะเป็นสิ่งที่คนไทยแต่ละส่วนรอคอยกันมากที่สุดเรื่องหนึ่ง
แต่ ณ วันนี้
หากกวาดสายตาไปโดยรอบก็จะเห็นว่าคนจำนวนมากมองการเลือกตั้งอย่างซังกะตาย
ดูเหมือนน้อยคนที่จะมองเห็นว่ามีอนาคตอันสดใสรออยู่หลังการเลือกตั้งสิ่งที่ดูจะทำให้งานเลี้ยงกร่อยอย่างสำคัญ
ถ้าไม่นับกติกาในการเลือกตั้ง
ก็คือกลุ่มคนที่เสนอตัวมาให้ชาวบ้านเลือกนั่นเอง
|
การรณรงค์เรียกร้องให้โหวตไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ
แม้จะแข็งขันแต่คนส่วนใหญ่
อยากเห็นการเลือกตั้งมากกว่า
|
พวกเขาถูกโจมตีไม่เว้นแต่ละวัน
ข่าวในหน้านสพ.มักมีแต่เรื่องความเละตุ้มเป๊ะของนักการเมือง
ซึ่งจะว่าไปแล้วก็อาจจะเป็นภาพที่ไม่ได้ผิดเพี้ยนมากนัก
ถ้าไม่นับพรรคการเมืองใหญ่สองพรรคคือพลังประชาชนและประชาธิปัตย์ที่มีมิตรรักแฟนเพลงเป็นฐานเสียงคนละกลุ่มที่แตกต่างกันชัดเจนแล้ว
พรรคการเมืองระดับกลางและเล็ก
จนถึงเวลานี้ก็ยังไม่ได้แสดงศักยภาพให้เห็นว่าจะมีโฉมใหม่ที่ไฉไลกว่าเก่าจนสามารถเรียกได้ว่าเป็นทางเลือกใหม่ของคนไทยอย่างที่หลายพรรคพยายามเสนอภาพแต่อย่างใด
พฤติกรรมของพรรคเหล่านี้จะเห็นว่าทำให้ชาวบ้านรู้สึกเหมือนดูละคร
วันนี้พวกเขาอาจจะแถลงข่าวว่าจะรวมตัวกัน
วันพรุ่งพวกเขาก็ออกมาแถลงใหม่ได้ว่าทำไม่ได้
บ้างก็อ้างวิญญาณอดีตหัวหน้าพรรคไปโน่น
หรือวันนี้อาจจะบอกว่าไม่ร่วมงานกับอีกพรรคหนึ่งแน่นอน
รุ่งขึ้นอีกวันอาจก็จะบอกว่าต้องขอดูก่อน
คนของพรรคหนึ่งออกมาประกาศหนุนหัวหน้าพรรคอีกพรรคหนึ่งเป็นนายกฯ
หรือว่าคนในพรรคเดียวกันรุมอัดกันเองจนพรรคจดทะเบียนไม่ได้ก็มี
ที่พูดถึงรายหลังนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากพรรคมัชฉิมาประชาธิปไตย
ที่คุณประชัย เลี่ยวไพรัตน์ เป็นว่าที่หัวหน้าพรรค
ผู้ซึ่งมีปัญหาการจดทะเบียนพรรค
อีกทั้งการพูดจาที่พาดพิงไปถึงคณะกรรมการจัดการเลือกตั้งหรือกกต.จนทำให้ถูกทวงถามหนังสือขอโทษอยู่
ณ เวลานี้
ยังมีนักการเมืองของพรรคการเมืองหน้าใหม่
พรรคไทยร่ำรวย
ที่ถูกจับด้วยข้อหาหลอกลวงชาวบ้านว่าทำธุรกิจที่เข้าข่ายแชร์ลูกโซ่
อย่างนี้เป็นต้น
ส่วนพรรคพลังประชาชนนั้น
แน่นอนอาศัยฐานเสียงของพรรคไทยรักไทย
ซึ่งมีทั้งคนที่รักแน่นแฟ้นเหลือหลาย
กับคนที่เกลียดอย่างสุดใจขาดดิ้น
ยิ่งเมื่อพรรคมาอยู่ภายใต้การกุมบังเหียนของคนชื่อสมัคร
สุนทรเวช
ซึ่งบทบาททางการเมืองในอดีตทำให้หลายคนที่รับพรรคนี้ได้ยากอยู่แล้ว
ยิ่งรับได้ยากหนักขึ้น แต่ว่าสำหรับพรรคเอง
ฝีปากของคุณสมัครน่าจะเป็นประโยชน์โดยเฉพาะในสภาวะที่ต้องดิ้นรนในสงครามน้ำลายขณะนี้
แต่ประเด็นหลักสำหรับพรรคพลังประชาชนยังเป็นเรื่องที่พรรคคือโฉมใหม่ของทรท.จึงเป็นเป้าหมายของพลังต้านทักษิณ
ด้วยข้อหาว่าเป็นกลุ่มนักการเมืองที่ไร้คุณธรรม
ผลการทำโพลแบบไม่เป็นทางการบางเจ้าที่ออกมาบอกว่าพลังประชาชนมาแรงจึงทำให้หลายคนเซ็งไปตามๆกันในหมู่คนที่ไม่เอาพรรคพลังประชาชน
หลายคนก็มีพรรคการเมืองในดวงใจคือพรรคประชาธิปัตย์
ปัญหาของประชาธิปัตย์คือ
แม้แต่ในหมู่คนที่อยากเลือกพรรคนี้ใจจะขาด
ก็ยังมีอยู่บ้างที่กริ่งเกรงความเป็นพรรคชอบค้านแต่บริหารไม่ค่อยเป็นรวมทั้งความอ่อนประสบการณ์ในด้านการบริหารของหัวหน้าพรรค
คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
อันที่จริงการไม่มีประสบการณ์ไม่ได้หมายความว่าจะทำไม่ได้
ถึงที่สุดแล้วคุณอภิสิทธิ์อาจจะเป็นผู้นำที่เก่งมากก็ได้
แต่ ณ
วันนี้การขาดประสบการณ์ในการบริหารของคุณอภิสิทธิ์กลายมาเป็นจุดที่ทำให้แม้แต่แฟนตัวจริงของประชาธิปัตย์บางคนแสดงความลังเล
ในขณะเดียวกันพรรคประชาธิปัตย์กลับยึดเอาคุณอภิสิทธิ์มาเป็นจุดขายหลัก
โปสเตอร์ที่ไหนๆก็มีแต่รูปหล่อเฟี้ยวของคุณอภิสิทธิ์โดดเด่นเป็นสง่าอยู่คนเดียวบางรูปกำลังแหงนหน้ามองท้องฟ้าพร้อมคำขวัญ
“ประชาชนต้องมาก่อน”
ซึ่งกลายเป็นเป้าหมายให้ผู้คนนำไปล้อเลียน
“ประชาชนตายก่อน”
ก็มีคนว่า
คนที่ช่างติเขาบอกว่าสโลแกนนี้ฟังแล้วเลื่อนลอย
จับต้องไม่ได้ และมาจากสำนวนฝรั่งทั้งแท่ง
จึงมีคำถามว่าทำไมประชาธิปัตย์ที่เป็นพรรคใหญ่
คนพร้อม
ไม่ขายความเป็นทีมแต่กลับไปชูหัวหน้าพรรคอยู่คนเดียว
คำตอบนั้นอาจเป็นไปได้ว่า
ประชาธิปัตย์ตีโจทก์ว่าเวลานี้สิ่งที่สังคมไทยต้องการมากที่สุดคือผู้นำที่มีคุณธรรม
ทั้งนี้ถือเอาเสียงสนับสนุนการขับไล่อดีตนายกเป็นตัวชี้วัด
บวกกับบรรยากาศแหนงหน่ายนักการเมืองที่เห็นได้ชัดจากเสียงติฉินที่ออกมาไม่เว้นแต่ละวัน
หลายคนตีความไปว่า การขับไล่คนชื่อทักษิณ
ชินวัตรหมายความว่า เมืองไทยต้องการคนดีเท่านั้น
แต่คำติติงเรื่องประสบการณ์ของคุณอภิสิทธิ์แม้กระทั่งจากแฟนประชาธิปัตย์เองแสดงให้เห็นว่า
ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งแม้แต่ในหมู่คนที่ต้องการ
“คนดี”
เหนือสิ่งอื่นใด
เอาเข้าจริงก็ยังไม่ได้มองแค่ความดีแต่เพียงอย่างเดียว
พวกเขายังต้องการทีมงานที่สามารถ
มีศักยภาพในการบริหารและทีมงานที่ไม่ยึดติดวัฒนธรรมการนำโด่งชนิดไม่มีใครรั้งไว้ได้แบบสมัยไทยรักไทย
นี่ต่างหากที่อาจจะเป็นโจทก์ที่แท้จริงของการนำเสนอตัวสินค้าในการเลือกตั้งหนนี้
แต่สำหรับประชาธิปัตย์
การยึดภาพคนดีเป็นสรนะจะทำให้นับแต่นี้ไปพวกเขาจะต้องรักษาภาพความใจซื่อมือสะอาดไว้ให้ได้
เรียกว่ายิ่งเสียกว่าเกลือรักษาความเค็ม
เพราะผิดจากนี้แล้ว ก็ถือว่าผิดโลโก้
อย่างไรก็ตามในโลกของความเป็นจริง
ผู้คนจำนวนมากต่างก็รู้ว่าโอกาสที่ประชาธิปัตย์จะกวาดที่นั่งได้เป็นพรรคเสียงข้างมากนั้นยากอยู่ไม่น้อย
ถ้าโชคดีอาจจะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลผสม
รูปแบบก็คงหนีไม่พ้นการผสมกับพรรคขนาดกลางหรือเล็ก
แล้วแต่ว่าจะต่อรองกับใครได้และจะจับมือใครได้
ดังนั้นสำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มต้องการมือใหม่
อย่างดีที่สุดเมืองไทยก็คงจะได้รัฐบาลผสมที่นำโดยประชาธิปัตย์
แต่ที่จะให้ว่างเว้นจากนักการเมืองที่พวกเขาตำหนิติเตียนอยู่ทุกวี่ทุกวันเหล่านี้เห็นท่าจะยาก
แถมในการทำงานก็คงผลักดันอะไรแสนลำบากเนื่องจากจะขัดขากันอย่างหนัก
ตัวอย่างมีให้เห็นอยู่แล้วตั้งแต่ยังไม่ทันเลือกตั้ง
ภาพของผลลัพท์จากการเลือกตั้งอันนี้นั่นเองที่ทำให้ผู้คนเซ็งกันตั้งแต่ไก่โห่
อย่างที่กล่าวคือ
ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ไม่เห็นหนทางที่สดใสรออยู่
สำหรับคนที่หนุนนักการเมืองคนดีมีศีลธรรม
หากพรรคการเมืองในดวงใจได้เป็นรัฐบาลอีกหนแต่บริหารบ้านเมืองไม่สำเร็จ
ผลก็คือจะยิ่งทำให้ผู้คนส่วนนี้แหนงหน่ายการเมืองหนักขึ้นไปอีก
และเมื่อถึงวันนั้นเราอาจจะได้ยินคนบอกว่า
การเมืองแก้ปัญหาประเทศชาติไม่ได้
อาจจะมีคนอกแตกตายเพราะผิดหวังกับการเมือง
รวมทั้งเพราะนักการเมือง
“ดีๆ”
ด้วย
ส่วนคนถอดใจก่อนใครเพื่อน
ก็คือคนที่เกลียดพี่ชังน้อง
คือคนที่แม้จะรู้ว่าการเมืองไม่เกี่ยวกับเรื่องความดี
แต่คนเหล่านี้ไม่ชอบทั้งพลังประชาชนและประชาธิปัตย์
โดยเฉพาะฝ่ายหลังอันเนื่องมาจากที่พวกเขามองเห็นว่าจุดยืนของพรรคนี้ไม่ได้ตัดขาดกับพลังรัฐประหารแต่แรก
คนกลุ่มนี้คือคนที่ไร้ทางเลือกอย่างสิ้นเชิง
และมาถึงวันนี้คงจะทำตัวเป็นผู้ดูสถานเดียว
|