|
เสียงสะท้อน อัคนี สีฟ้า |
One country, two prime ministers |
 |
One country, two prime ministers
ทันทีที่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิน ชินวัตร
เดินทางกลับถึงประเทศไทย ก็จะเกิด ปรากฎ
การณ์ทางการเมืองที่แปลกแหวกแนวอย่างชนิดทีเรียกเป็นภาษาฝรั่งว่า
unique
คือประเทศไทยจะมี
นายกรัฐมนตรีสั่งราชการถึงสองคนภายในประเทศเดียว
ก่อนหน้านี้แค่มีลักษณะคลุมเครีอคือมีนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล
ขณะเดียวกันก็มีนายกรัฐมนตรีอีกคนหนึ่งที่มีอำนาจสั่งราชการอย่างลับๆ
ล่อๆ จากนอกประเทศ
บางครั้งสั่งจากฮ่องกงบ้าง
จากปักกิ่ง หรือจากลอนดอนบ้าง
แต่ก่อนชาวโลกเคยแต่ได้ยิน
One country, two systems
ซึ่งเป็นรูปแบบการปกครองของจีนที่ได้รับคืนอำนาจอธิปไตยเกาะฮ่องกงจากอังกฤษ
รัฐบาลจีนที่ปักกิ่งไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจของฮ่องกงที่เป็นแบบทุนนิยมเต็มตัว
มีอุดมการณ์ตรงกันข้ามกับระบบคอมมิวนิสต์
ที่ใช้ปกครองจีนแผ่นดินใหญ่
แต่ปัจจุบันนี้
เส้นแบ่งทุนนิยมและคอมมิวนิสต์ของจีนละลายหายไปหมดแล้ว
มาบัดนี้
ในชุมชนนานาชาติก็จะได้เห็นโฉมหน้าระบบการบริหารราชการแผ่นดินในลักษณะประเทศเดียวสองนายกรัฐมนตรี
ที่ประเทศไทยจะเป็นต้นแบบ
นายสมัคร สุนทรเวช
หัวหน้าพรรคพลังประชาชน
จะทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีประจำทำเนียบไป
ส่วน พตท. ทักษิน ชินวัตร
ก็จะสั่งราชการในเรื่องสำคัญๆ
กับบรรดาแกนนำของพรรคพลังประชาชนของตนไป
มีวี่แววส่อให้เห็นลักษณะเช่นนี้
มาตั้งแต่การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีแล้ว
แทนที่แกนนำพรรคที่ชนะเลือกตั้งจะประชุมหารือกับหัวหน้าพรรค
ก็ปรากฎว่าแกนนำพรรคพากันนั่งเครื่องบินไปฮ่องกง
เพื่อต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีกัน
พอได้เห็นชื่อคณะรัฐมนตรีมาครบแล้ว
นายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบถึงกับเอ่ยปากว่า
เป็น ครม.ขี้เหร่ และ
แม้จะแสดงลีลาขอปรับเปลี่ยนก็ไม่ได้ผล
ต้องกล้มหน้าก้มตารับตามใบสั่งจากฮ่องกง
ถ้าเทียบกับสโมสรฟุตบอล
แมนเชสเตอร์ชิตี้แล้ว นายสเวน ยอรัน
อีริกสัน
ผู้จัดการทีมยังมีอำนาจคัคเลือกผู้เล่นในทีมที่จะเอาลงสนาม
มากกว่า นายกรัฐมนตรีสมัคร
เพราะอีริกสันต้องรับผิดชอบแพ้ชนะในสนาม
ประธานบอร์ดไม่ควรมายุ่ง แต่ ครม
รัฐบาลสมัคร1
นั้นประธานบอร์ดเป็นคนคัดเลือกตัวให้หมด
นายก ไม่ต้องยุ่ง
ใครเป็นนายกฯตัวจริง
เมื่อมีข่าวหนาหูว่า พตท. ทักษิน
เตรียมตัวเดินทางกลับประเทศไทย
ตัวนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบซึ่งน่าจะทำหน้าที่เป็นผู้นำประเทศ
บอกว่า ตนไม่ทราบยังไม่ได้รับการติดต่อมา แต่
ปรากฎว่านายนพดล ปัทมะ รมต ต่างประเทศ
และแกนนำบางคนซึ่งเดินทางไปหารือกับ พตท.
ทักษินด้วยตนเอง
ที่ปักกิ่งกลับเป็นคนมาแจ้งข่าววันเวลาการเดินทางกลับรู้ถึงขั้นรายละเอียดว่าจะนั่งเครี่องบินเจ็ทส่วนตัว
ไม่ใช้บริการของการบินไทย รู้มากข้ามหน้าข้ามตา
นายกรัฐมนตรี
ลักษณะการบริหารราชการแผ่นดินแบบนี้
น่าจะนำไปสู่ปัญหา
ที่ฝรั่งอาจจะมาตั้งคำถามคนไทยว่า
Who’s
in charge?
|
|
|
นายกรัฐมนตรีสมัคร
เองก็กำลังจะเดินทางไปแนะนำตัวเอง
กับชุมชนนานาชาติ ก็อาจจะมี
สื่อชาวต่างชาติตั้งคำถามนี้
ควรจะรีบหาคำตอบให้ดีๆ
แล้วอย่าเที่ยวไปสั่งสอนสื่อต่างชาติ ให้ทำการบ้าน
อย่างกรณีที่ให้สัมภาษณ์นักข่าวสาวจาก
ทีวีอัลจาซีราห์
เขาเอาเทปออกอากาศประจานความตื้นเขินของตัวเองไปทั่วโลก
ใครได้ดูบทสัมภาษณ์นั้นแล้วก็จะเห็นว่า
นายกรัฐมนตรีไทยต่างหาก ที่ไม่ได้ทำการบ้าน
เขาถามเรื่องหนึ่งไปตอบอีกเรื่องหนึ่ง
แถมไปดูแคลนนักข่าวหาว่าอายุน้อย
ซึ่งฝรั่งคงงงว่าอายุน้อยมันเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ตั้งคำถามตรงไหน
ไม่รู้มีมือที่มองไม่เห็นจากที่ไหนไม่ทราบ
เอาคลิปสัมภาษณ์นั้นไปใส่ใน หน้าเวป
YouTube
ให้คนที่ไม่ได้ดู ทีวีอัลจาซีราห์
ได้เปิดดูเพื่อประจานผู้นำไทยไปทั่วโลก กลายเป็น
international embarrassment
อย่างที่คนโบราณกล่าวไว้ว่า
“ไม้แก่ดัดยาก”
นายสมัครเองก็พลาดพลั้งไปครั้งหนึ่งแล้วเมื่อให้สัมภาษณ์ซีเอ็นเอ็น
เรื่องที่ว่ามีคนตายแค่คนเดียวในเหตุการณ์หกตุลา
จนกลายเป็นประเด็นอื้อฉาว
เปิดบาดแผลความเจ็บปวดอีกครั้งหนึ่งให้แก่ผู้คนที่ผ่านเหตุการณ์โหดร้ายนั้นมาโดยไม่จำเป็น
ญาติๆ ของผู้เสียชีวิต และ (อดีต)
คนหนุ่มสาวเดือนตุลา รวมทั้งที่อยู่ในฝั่งพรรค
พปช. เองต่างก็มาเรียก ร้องให้ นายสมัคร
ออกมายอมสำนึกถึงบาปและขอขมา
(Atonement)
แต่จนป่านี้ก็ยังไม่รู้สำนึก
น่าแปลกใจที่ว่าทำไม คนระดับนายจักรภพ เพ๊ญแข
ซึ่งเคยรับมือกับนักข่าวฝรั่งมาแล้ว นักต่อนัก
และนายนพดล ปัทมะ รมต ต่างประเทศ
ที่จบจากประเทศอังกฤษ ทำไมถึงไม่ช่วยจัดฉากให้
การสัมภาษณ์ครั้งนี้ออกมาดูดีหน่อย
ไม่ให้ขายหน้าต่างชาติ
หรือว่าแกนนำทั้งสองคิดว่าปล่อยให้ผู้นำพรรคพลังประชาชน(นอมินี)
พังไปเองก็ดีแล้ว
เพื่อเปิดโอกาสให้คนที่จงรักภักดีมากกว่าเข้ามาสวม
แทน เพราะระยะหลังๆ นี้ ดูท่าที่
นายกประจำทำเนียบกำลังเพลินหลงตัวเอง
ชักจะไม่ยอมให้เป็นหุ่นเชิดอีกต่อไป
อยากจะเป็นผู้นำประเทศตัวจริงเสียเองแล้ว ขนาด สส.
พปช. หลายคนต้องนั่งเครื่องบินไปฟ้องประธานบอร์ด
ที่ฮ่องกง

ภาพหลอนปรากฎการณ์สนธิ ลิ้มทองกุล
ทำให้ทักษินต้องรีบกลับ
ที่เห็นได้ชัดมากขึ้นยิ่งมีข่าวใกล้วันเดินทางกลับประเทศไทยของ
พตท. ทักษิน ท่าทีของ
นายสมัครยิ่งพะอืดพะอมมากขึ้น น้ำเสียงผิดไป
จากเมื่อตอนยอมเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคใหม่ๆ
ส่วนทางด้านตัว พตท. ทักษินเอง
ก็มีท่าทีลุกลี้ลุกลนอยากกลับประเทศไทยเร็วกว่ากำหนด
ที่คุณหญิงพจมาน เคยประกาศไว้ว่าจะกลับเดือน
พฤษภาคม ทำไมถึงรอไม่ได้แล้ว ต้องรีบกลับ
ทั้งนี้นักวิเคราะห์หลายๆ
คนเริ่มมีแนวโน้มเชี่อว่า พตท. ทักษิน
ต้องรีบกลับไปคุมสถานการณ์ภายในพรรค พปช.
ให้เข้ารูปเข้ารอย เพราะการแบ่งเค็ก
ตำแหน่งรัฐมนตรีไม่ค่อยจะลงตัว
คนที่ไม่ได้ออกแรงกลับได้เค็กก้อนโต
คนที่อกหักก็ออกมาเขย่าเรือ
สร้างความระส่ำระสายทำลายความเป็นปึกแผ่นของ พรรค
พปช. ขณะเดียวกัน หัวหน้าพรรค นอมินี่
ก็แข็งเมืองขึ้นทุกวัน
เพราะต้องการสร้างดาวของตัวเองขึ้นมาบ้าง พตท
ทักษินอาจจะเกิดภาพหลอนว่าประวัติศาสตร์อาจจะซ้ำรอย
เกิด
“ปรากฎการณ์สนธิ
ลิ้มทองกุลภาคสอง”
ขึ้นมาในรูปลักษณ์ของ
“ปรากฎการณ์สมัคร
สุนทรเวช”
ชักจะยุ่งกันใหญ่
เห็นได้ชัดว่าบุคคลที่น่าจะได้รับผลกระเทือนทางการเมืองมากที่สุดในกรณีการเดินทางกลับบ้านของ
พตท. ทักษิน แทนที่จะเป็นพรรคการเมืองฝ่ายค้าน
กลับกลายเป็น นายสมัคร
ที่กำลังสร้างระยะห่างจากความเป็นนอมินี่ของ พตท.
ทักษิน
โดยพยายามเสริมสร้างสถานะของตัวเองให้มากขึ้น
ขนาดถึงกับเอ่ยปากชักชวนไม่ให้ลูกพรรคออกไปต้อนรับการกลับประเทศของ
พตท. ทักษิน อย่างเอิกเกริกเกินไป ขอให้รับ”อย่างเป็นธรรมชาติ”จะได้ไม่เกิดความวุ่นวาย
ซึ่งไม่รู้ว่าหมายความว่าอย่างไร
ไม่รู้ว่าคำเตือนของผู้นำพรรค พปช.
จะมีบารมีมากพอที่จะห้ามทัพแฟนๆ
ของกลุ่มคนรักทักษิน
และฝ่ายปรปักษ์กลุ่มคนเกลียดทักษิน
ไม่ให้ยกพวกประจันหน้ากันได้สำเร็จหรือไม่
เพราะทั้งสองฝ่ายต่างก็สะสมอารมย์แค้นไว้เต็มปรี่
ปล่อยข่าวสวนกันออกมาเป็นระยะๆ คล้ายปลากัด
พร้อมที่จะประจันบานกันทันทีที่เห็นหน้าคู่ปรปักษ์
There
Will Be Blood
เหมือนอันธพาลฟุตบอลอังกฤษ
Football Hooligans
ยุคทศวรรษปี 1980
อันเป็นที่น่ารังเกียจของนานาชาติ
ไหนว่าไม่ยุ่งการเมือง
นายนพดล ที่ชอบย้ำเสมอว่า
ตนยุติบทบาทป็นทนายความแก้ต่างให้ พตท. ทักษิน
แล้ว หลังจากรับตำแหน่ง รมต ต่างประเทศ
ก็ยังคงทำหน้าที่เป็นโฆษกให้ลูกความของตนอย่างเหนียวแน่นโดยประกาศว่า
พตท ทักษิน ที่กำลังเตรียมตัวกลับบ้าน
ยุติบทบาททางการเมืองโดยสิ้นเชิงแล้ว แต่ทั้ง
นายนพดล และ พตท ทักษิน กลับทำไม่รู้ไม่ชี้
ที่มีขบวนการต่างๆ
ออกมาประกาศชุมนุมต้อนรับกันอย่างเอิกเกริก
ตามการชักนำของแกนนำบางคนเพื่อ สร้าง
Political Theatre
โดยตั้งใจที่จะสร้างสัญญลักษณ์บางอย่างให้กับคนที่มีอีโก้หนา
ท้าทายกับแนวคิดของ นายสมัคร นายกรัฐมนตรี
หัวหน้าพรรค พปช. ที่ต้องการให้
อดีตนายกรัฐมนตรีกลับบ้านอย่างเงียบๆ
และสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม
เพราะนายสมัครเองเมื่อมาถึงตรงนี้แล้ว
ก็อยากจะสร้างดาวของตัวเองขึ้นมาเหมือนกัน
ไม่อยากให้มีดาวดวงเด่นอีกดวงมาบดบังรัศมี
ส่วนนายนพดล
ก็ยังไม่สามารถสลัดความเป็นลูกจ้างของ พตท. ทักษิน
ออกให้พ้นตัว ทั้งๆ
ที่รับตำแหน่งถึงเสนาบดีต่างประเทศแล้วสมควรต้องแสดงบทบาทให้สมกับตำแหน่งอันเป็นหน้า
ตาของประเทศ กลับลดศักดิ์ศรีของตำแหน่งรัฐมนตรี
ให้ลงมาเป็นลูกจ้างของประธานบอร์ด แมนเชสเตอร์
ชิตี้
เร่งรีบคืนหนังสือเดินทางสีแดงซึ่งมีอภิสิทธิ์ทางการทูตให้แก่นายจ้างของตัวเอง
เพราะว่าประธานบอร์ด
ตั้งบินเข้าบินออกหลายประเทศเพื่อไปดูแลธุรกิจ
โดยลืมไปว่าประธานบอร์ด
มีชนักเป็นข้อกล่าวหาร้ายแรงหลายคดี
ที่อัยการสั่งฟ้องแล้ว นายนพดลอ้างว่า พตท. ทักษิน
เป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรี
ต้องปฏิบัติเหมือนอดีตนายกคนอื่นๆ
แต่ลืมไปว่าอดีตนายก คนอื่นๆ
เข้าไม้ได้โดนฟ้องร้องคดีแปดเปื้อนแบบนี้

นอกจากนี้ นายนพดล
ยังประกาศว่าจะมีการโยกย้ายข้าราชการระดับทูตหลายคน
ถึงไม่บอกว่าเป็นใคร
แต่วงการทูตเขาก็รู้กันไปหมดแล้วว่าเป้าหมายคือทูตไทยประจำลอนดอนเป็นอันดับแรก
คนไทยในลอนดอนเขาลือกันแซดว่า พตท. ทักษิน
ผูกใจเจ็บ ทูตกิตติ วสีนนท์ ถึงกับอาฆาตแค้นไว้ว่า
ถ้าตนได้กลับเป็นใหญ่อีกจะต้องล้างแค้นกัน ทั้งๆ
ที่การปฏิบัติของ ทูต กิตติ
ทุกอย่างก็เป็นไปตามหน้าที่และพิธีการทูต
protocol
แต่ พตท. ทักษิน ต้องการอภิสิทธิ์
เกินกว่าที่จะบริการกันได้ ทูตก็ต้องทำงานการทูต
ไม่ใช่ลูกจ้างของประธานบอร์ด
ที่น่าสลดในตอนนี้ก็คีอ ลูกจ้างประธานบอร์ด
ขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีแล้วส่งสัญญานปฏิบัติการเช็กบิล
บรรดาทูตไทยในหลายประเทศ ที่ไม่ไปบริการดูแล พตท
ทักษินเวลาเดินทางไปประเทศนั้นๆ
นี่ก็เลยเป็นกรรมของข้าราชการประจำ
ที่ทำงานตามหน้าที่
หากว่าเดือนเมษายนนี้ ทูตกิตติ ถูกย้ายจริง
ก็เป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนแล้วว่า
รัฐมนตรีต่างประเทศไทย
ยังคงทำงานเป็นลูกจ้างประธานบอร์ด
ไม่ได้มีศักดิ์ศรีเป็นรัฐมนตรีสมตำแหน่ง
ที่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งมา
และก็เป็นข้อพิสูจน์อีกอย่างหนึ่งว่า
ที่เขาลือกันว่า พตท. ทักษิน
เป็นคนคิดเล็กคิดน้อยขี้อาฆาตคน นั้น เป็นความจริง
หัวใจเล็กกว่ากำปั้นของตัวเอง
ซึ่งสวนกับกระแสที่กำลังปลุกกันอยู่ในประเทศไทยขณะนี้
ที่บรรดาหัวคะแนนตามหัวเมืองต่างๆ
กำลังปั่นให้สังคมไทยยกย่องให้ พตท. ทักษิน
ยกระดับขึ้นมาเป็น
cult
hero
กระจายข่าวกันในหมู่เวปไซท์และวิทยุชุมชน
ถึงขนาดระบาดเข้าสู่วงการยุวสงฆ์
ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง
ปากก็พร่ำบ่นว่าจะยุติบทบาททางการเมือง
แต่ใช้มือที่มองไม่เห็นปั่นกระแสการเมืองให้ตัวเองอยู่ตลอดเวลา
|