|
ภาพ
NBC Universal studio
เรื่องราวของ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1
เป็นตำนานที่ไม่มีวันตาย
ชีวิตอันน่าทึ่งของสตรีนางหนึ่งที่ชะตาพลิกผันจากหญิงสาวผู้ถูกจองจำในหอคอยแห่งลอนดอน
ไปสู่ผู้นำของประเทศมหาอำนาจแห่งตะวันตกอย่างอังกฤษ
พระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1
เป็นพระราชธิดาของสมเด็จพระเจ้าเฮนรีที่ 8
กับสมเด็จพระราชินีแอนน์ โบลีน พระมเหสีพระองค์ที่
2 ซึ่งถูกประหารชีวิตโดยการบั่นพระเศียร
โดยมีข้อกล่าวหาว่าเป็นกบฏ
ในขณะนั้นเอลิซาเบธมีอายุเพียง 3 ขวบ พระองค์
ถูกประกาศว่าเป็นบุตรไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยรัฐสภา
ชีวิตที่ต้องระหกระเหินไปพึ่งพาคนอื่นในราชสำนักไม่ทำให้พระองค์ท้อถอย
ทรงได้รับการศึกษาด้านศิลปะและภาษา
ทรงมีวาทศิลป์ที่ช่วยให้รอดพ้นภัยต่างๆนานา
จนกลายมาเป็นกษัตริย์องค์ที่ห้า
และองค์สุดท้ายของราชวงศ์ทิวดอร์
(ชมเรื่องราวของราชวงศ์นี้ได้ทางละคอนโทรทัศน์บีบีซี
The Tudor
ทุกคืนวันศุกร์)
เรื่องราวของพระราชินีนาถเอลิซาเบธ
ปรากฏบนจอเงินและจอแก้ว ในฐานะตัวละคอนเอก
ตัวละคอนประกอบ หรือ บุคคลสำคัญในภาพยนตร์สารคดี
อย่างน้อย
55
เรื่อง
แต่งานที่น่าโจษจันก็คือผลงานของผู้กำกับชาวอินเดีย
เชคาร์ คาเพอร์
ผู้สร้าง
Elizabeth
ในชื่อภาษาไทยว่า " อลิซาเบธ ราชินีบัลลังก์เลือด
" และภาคต่อ
Elizabeth: The Golden Age
หรือ " อลิซาเบธ ราชินีบัลลังก์ทอง" นำแสดงโดย เคต
แบลนเชตต์ ทั้งสองภาค รวมทั้งละคอนโทรทัศน์
ในชื่ออลิซาเบธที่
1
โดยการนำแสดงของ เฮเลน มิเรน เมื่อสองปีที่แล้ว
(ภาพ:
จาก
ภาค
"อลิซาเบธ
ราชินีบัลลังก์ทอง")
ในส่วนของหนัง
ผู้กำกับตั้งใจจะให้หนังเทิดทูนพระราชินี
ในฐานะความเป็นผู้หญิง ความเป็นนักสู้
และความเป็นมนุษย์ที่ต้องอดกลั้นและอดทนที่จะปกครองประเทศ
จึงมีเรื่องราวของอำนาจและความรักเข้ามาเกี่ยวข้อง
ในภาคแรกนั้นจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอำนาจที่เต็มไปด้วยการทรยศหักหลัง
การปฏิเสธตัวตนของพระนางภายใต้ภาระหน้าที่ของกษัตริย์
ส่วนในภาคใหม่พูดถึงอำนาจการปกครองอย่างแท้จริง
การที่พระนางต่อสู้กับการเป็นหุ่นเชิดทางการเมือง
การยอมรับภาระหน้าที่เพื่อชาติ
และก้าวสู่วุฒิภาวะเต็มตัว
ซึ่งการชิงรักและการหักเหลี่ยมทางการเมืองนี่เองที่เป็นจุดขายของหนัง
เป็นเรื่องปกติที่หนังประวัติศาสาตร์จะมีการบิดเบือนประวัติศาสาตร์ไปบ้าง
ในภาพยนตร์เรื่องนี้
ระหว่างที่กองเรืออามาดาของแห่งสเปนยกกองทัพเรือ
130
ลำมาตีอังกฤษในปี คศ
1588
นั้น พระราชินีทรงพระชนม์อายุ
55
ปีแล้ว ไม่ได้เป็นสาวสูงวัยอย่างที่เห็นในหนัง
(แต่เรื่องที่พระองค์แต่งกายออกศึกนั้นกล่าวว่าเป็นเรื่องจริง)
หรือ ความรักระหว่างพระอง์กับ เซอร์วอลเตอร์
ราเลย์ ผู้เดินทางสำรวจพบชายฝั่งอเมริกาเหนือ
ก็เป็นเพียงเรื่องเล่าต่อกันมา
(เช่นเดียวกับที่พูดกันว่าทรงเอ่ยนามคนรักคนแรก
เซอร์ โรเบิร์ต ดัดเล่ย์ ก่อนสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ.
1603)
หนังตั้งชื่อว่า ยุคทองแห่งอลิซาเบธัน
แต่กลับไม่ได้เน้นความรุ่งเรือง
และการขยายแสนยานุภาพไปทั่วโลกของอังกฤษ
มากไปกว่าการถูกคุกคามจากภายใน
(การล้มล้างพระนาง)และภายนอก (สงครามกับสเปน)
น่าเสียดายที่หนังไม่ได้พูดถึงคุณูประการสำคัญคือการก่อตั้ง
Church of England
เพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างคาทอลิก กับ
โปรแตสแตนท์ ระหว่างการปกครอง 45
ปีในยุคสมัยของพระนาง มีเหตุการณ์สำคัญๆ
เกิดขึ้นในประเทศ เช่น ฟรานซิส เดร็ก
ได้เป็นนักเดินเรือสำรวจรอบโลกชาวอังกฤษคนแรก
ฟรานซิส เบคอน
ได้เสนอความคิดทางปรัญชาและทางการเมือง
รวมทั้งเกิดกวีชื่อก้องโลก เช่น วิลเลียม
เชกสเปียร์ และ คริสโตเฟอร์ มาโลว์
ตัวหนังเพียงสะท้อนให้เห็นว่าพระนางโปรดปรานเรื่องบทกวี
และการเต้นรำ เท่านั้น
ภาพยนตร์เกี่ยวกับราชินีผู้ทรงพรมจรรย์
เนื่องจากการไม่อภิเษกสมรสเลยตลอดพระชนม์ชีพ
คงยังไม่จบลงง่ายๆ เพราะ
ประวัติศาสตร์ในช่วงของพระองค์มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมื่องและวัฒนธรรมเกิดขึ้นมากมาย
แต่ที่สำคัญคงจะเป็นเพราะตัวตนของพระนางที่ทรงมีเสน่ห์อันน่าชื่นชมยากที่จะหาใครมาเปรียบได้ง่ายๆ
นั่นเอง |